ชื่อห้องกระทู้(รวม)ตอบ(รวม)ชม(รวม)คำอธิบายPREFIXID
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์43518733197เรื่องราวของส่วนกลางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสายตรงถึงอธิการบดีCA109999


หมายเลขหัวข้อ
7259ม.เกษตร จัดเป็นอันดับ 2 ของ ม.รัฐบาล ที่บัณฑิตจบออกมาไม่มีงานทำ
จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก]
ล่าสุด=[9/16/2002 8:42:47 PM] ตอบ= [110] ชม= [6988]  
แจ้งลบ

Page: 1 2 
[Page=1/2]

ข้อความที่=64964

ข่าวไทยรัฐ 17 เม.ย.45 ข่าวอยู่ที่นี่ครับ
http://www.thairath.co.th/17_4_2002/ntoday/educat/edu1.html
หรือที่นี่ก็ได้ครับ
http://www.mthai.com/square/news/news04582.html
==========================
ขอคัดลอกไว้ที่นี่ครับ
==========================

ทบวงเผยบัณฑิตยังเตะฝุ่นเกือบ 40%

นายสุชาติ เมืองแก้ว รองปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เผยผลการสำรวจภาวการณ์มีงานทำของบัณฑิตที่สำเร็จในปีการศึกษา 2543 ของทบวงมหาวิทยาลัยว่า ทบวงฯได้ดำเนินการโดยการแจกแบบสอบถามระหว่างพิธีประสาทปริญญาบัตรพบว่า ปี 2543 มีบัณฑิตทั้งหมด 98,936 คน แยกเป็นบัณฑิตที่ได้งาน 41,930 คน คิดเป็น 65.49% และที่ยังไม่ได้งาน 36,760 คน คิดเป็น 37.16% โดยแยกสาเหตุที่ไม่ได้งานทำ เป็นเพราะยังหางานไม่ได้ 11,835 คน หรือ 32.20% รอฟังคำตอบ 9,347 คน หรือ 25.43% ศึกษาต่อ 7,748 คน หรือ 21.08% อื่นๆ 3,755 คน หรือ 10.21% ยังไม่ประสงค์ทำงาน 2,926 คน หรือ 7.96% ไม่ระบุ 1,149 คน หรือ 3.13% เมื่อจำแนกเฉพาะบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่เป็นส่วนราชการรวม 36,352 คน แยกเป็นยังไม่มีงานทำ 11,798 คน หรือ 32.45% มีงานทำ 24,554 คน คิดเป็น 67.55% สำหรับสถาบันที่ไม่เป็นส่วนราชการมีบัณฑิตรวม 2,416 คน ยังไม่มีงานทำ 966 คน หรือ 39.98% มีงานทำ 1,450 คน หรือ 60.02% สถาบันอุดมศึกษาประเภทไม่จำกัดรับมีบัณฑิต 25,253 คน แยกเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีงานทำ 9,327 คนหรือ 36.93% มีงานทำแล้ว 15,926 คน หรือ 63.07% มหาวิทยาลัยเอกชนมีบัณฑิต 34,915 คน แยกเป็นผู้ไม่มีงานทำ 14,669 คน หรือ 42.01% มีงานทำ 20,246 คน คิดเป็น 57.99%

รองปลัดทบวงฯกล่าวว่า จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของรัฐที่บัณฑิตไม่มีงานทำมากที่สุด 5 อันดับ มีดังนี้ ม.อุบลราชธานี (มอบ.) 130 คน หรือ 46.59% ม.เกษตรศาสตร์ (มก.) 1,822 คน หรือ 46.15% ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) 1,494 คน หรือ 45.60% ม.ศิลปากร (มศก.) 530 คน หรือ 44.65% และ ม.ทักษิณ 293 คน หรือ 41.04% ส่วนมหาวิทยาลัยที่บัณฑิตได้งานมากที่สุด 5 อันดับ คือ ม.บูรพา 1,928 คน หรือ 83.79% ม.มหิดล 2,220 คน หรือ 82.80% ม.ขอนแก่น 2,013 คน หรือ 77.19% ม.แม่โจ้ 998 คน หรือ 76.42% และ ม.นเรศวร 781 คน หรือ 72.45% ส่วนสถาบันที่ไม่เป็นส่วนราชการพบว่า ม.เทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มีบัณฑิตที่ยังไม่มีงานทำ 519 คน หรือ 53.67% ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) 447 คน หรือ 30.85%

สำหรับมหาวิทยาลัยประเภทไม่จำกัดรับนักศึกษา ม.รามคำแหง (ม.ร.) 8,853 คน หรือ 49.19% ม.สุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) มีบัณฑิตว่างงาน 474 คน หรือ 6.53% และเมื่อจัดอันดับมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีบัณฑิตยังไม่มีงานทำมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 540 คน คิดเป็น 53.78% ม.รังสิต 1,261 คน คิดเป็น 51.60% วิทยาลัยรัชต์ภาคย์ 7 คน คิดเป็น 50% ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ 996 คน คิดเป็น 49.45% และ ม.วงษ์ชวลิตกุล 455 คน คิดเป็น 47.59% ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนที่บัณฑิตได้งานทำมากที่สุด 5 อันดับดังนี้ วิทยาลัยพยาบาลเซนต์หลุยส์ 55 คน คิดเป็น 94.83% วิทยาลัยมิชชั่น 66 คน คิดเป็น 73.33% ม.พายัพ 945 คน คิดเป็น 71.05% วิทยาลัยเทคโนโลยีราชธานี 189 คน คิดเป็น 66.78% และ ม.เอเชียอาคเนย์ 940 คน คิดเป็น 63.21%

เมื่อจำแนกบัณฑิตที่ยังไม่มีงานทำตามแต่ละสาขาในสถาบันอุดมศึกษาทุกประเภท พบว่า สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพยังไม่มีงานทำในสัดส่วนที่มากที่สุด 622 คน คิดเป็น 54.71% ตามด้วยบัณฑิตจากสาขาสุขภาพและสวัสดิการ/บริการสังคม 89 คน คิดเป็น 54.27% สาขานิติศาสตร์ 2,208 คน คิดเป็น 47.26% สาขาศิลปะ 541 คน คิดเป็น 45.65% และสาขาวารสารศาสตร์และสารสนเทศ 1,861 คน คิดเป็น 45.25% ส่วนสาขาที่บัณฑิตมีงานมากที่สุด 5 อันดับ คือ สาขาสัตวแพทยศาสตร์ 171 คน คิดเป็น 93.44% สาขาสุขภาพและสวัสดิการ/สุขภาพ 7,367 คน คิดเป็น 92.53% สาขาสุขภาพและสวัสดิการ 7,442 คน คิดเป็น 91.58% สาขาวิศวกรรมศาสตร์การผลิตและกระบวนการ จำนวน 61 คน คิดเป็น 71.76% และสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ 1,273 คน คิดเป็น 69.37%

[1] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/18/2002 8:19:49 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64965

ส่วนสาขาที่มีบัณฑิตจบออกมาแล้ว มีงานทำมากที่สุดคือ สาขาสัตวแพทยศาสตร์ เมื่อคิดเปอร์เซ็นต์เทียบกับจำนวนบัณฑิตของสาขานี้ทั้งหมดที่ผลิตออกมา

[2] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/18/2002 8:21:37 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64966

ขอถามความเห็นครับว่า
แล้วทำไม ม.เกษตร ถึงผลิตบัณฑิตออกมาแล้ว ไม่มีงานทำ สูงเป็นอันดับ 2 ของ ม.รัฐบาล ซึ่งเป็นบัณฑิตตกงานถึง 1,822 คน ในปี 43
หรือว่าปัญหานี้เป็นที่ตัวบัณฑิตเอง แล้วอะไรบ้างที่เป็นปัญหาจากตัวบัณฑิตเอง
หรือว่าเป็นที่ตัวหลักสูตร ไม่สอดคล้องกับตลาดงานข้างนอก ในกรณีบางสาขา
หรือว่าเป็นสภาพเศรษฐกิจภายนอก ที่ตกต่ำ แล้วบัณฑิต ม.เกษตร ของเราโชคไม่ดี ดันมาอยู่อันดับ 2 ของยอดบัณฑิตที่ตกงาน

แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไร
=================

[3] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/18/2002 8:36:52 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64968

ในความเห็นผม

1.ในกรณีสาขาวิชา ที่ไม่ตอบสนองตลาดงานข้างนอก ตราบใดถ้ายังมีนิสิตมาลงทะเบียนอยู่ ก็เปิดเถอะครับ เพราะมหาวิทยาลัยคือแหล่งรวมขององค์ความรู้ที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเกาะติดกระแสธุรกิจข้างนอกมากเกินไป

2.เราต้องปรับทัศนคตินิสิตของเรา ให้ยอมรับว่า เราสามารถทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องโดยสุจริตได้ โดยที่งานอาจไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมาก็ได้ และไม่ควรดูถูกตัวเองด้วยถ้าจะทำเช่นนั้น และไม่ใช่เรื่องน่าละอาย

3.มหาวิทยาลัย ควรจับอบรมเสริมหลักสูตรในเรื่องอาชีพอิสระต่าง ๆ หรือเรื่องฝึกการเป็นผู้ประกอบการ ในระหว่างที่นิสิตยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย เพราะผมคิดว่า มหาวิทยาลัยของเราจัดอบรมเรื่องนี้กับบุคคลภายนอกเยอะมาก แต่การประชาสัมพันธ์ให้กับนิสิตยังน้อยอยู่ และต้องทำควบคู่กับการปรับทัศนคติตามข้อ 2 ด้วย

4.มหาวิทยาลัย ควรจะส่งเสริมด้านการประชาสัมพันธ์ ผลงานนิสิตที่เด่น ๆ สู่สังคมภายนอกมาก ๆ เพราะมีผลในภาพรวมต่อบัณฑิตทุกคนของ ม.เกษตร ต่อการรับคนเข้าทำงานของภาคเอกชน อย่าปล่อยให้เงียบเกินไป ให้มีสีสรรค์ของผลงานจากนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยให้บ่อย ๆ หน่อยครับ

5.ในสถานการณ์อย่างนี้..ตัวนิสิตเอง ต้องใช้ความคิดให้มาก และร่วมกันผลิตผลงานดี ๆ สู่สังคมข้างนอกที่เป็นรูปธรรมให้มากขึ้น โดยน่าจะเน้นด้านวิชาการให้มากขึ้น ซึ่งจะตรงกับศักยภาพของมหาวิทยาลัยมากกว่า และเหมาะสมกับภาวะปัจจุบัน ที่ประเทศเรามักจะขาดความรู้ในการแก้ปัญหา หรือแก้ปัญหาโดยไม่อยู่ในพื้นฐานของการใช้หลักวิชาการนะครับ

6.ควรฝึกนิสิตให้มีคุณภาพเพียงพอหรือมากขึ้นกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้ ก่อนที่จะส่งนิสิตออกไปฝึกงาน ผมว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อนิสิต (ถ้ามีฝีมือก็อาจถูกจองตัวไว้ก่อนแล้ว) และมีผลต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยด้วย

7.สุดท้าย อันนี้มหาวิทยาลัยทำอยู่แล้ว เรื่องการจัดนัดพบระหว่างบัณฑิตกับผู้ประกอบการ แต่ควรจัดเป็นระบบ โดยเน้นให้ความสำคัญสูงสุดต่อนิสิตเกษตรก่อน เพราะเท่าที่ผมเห็นมักจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมงานนี้มาก ก็ทำให้โอกาสของนิสิตเกษตรก็จะน้อยลงนะครับ

[4] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/18/2002 9:03:57 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64969

ศาสตร์ชีวภาพ หมายถึง คณะไหนเหรอครับ

[5] จากคุณ :[JJJ] [สมาชิก] [4/18/2002 9:04:09 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64973

ศาสตร์ชีวภาพ เข้าใจว่าคงจะตกคำว่า วิทยา นะครับ
คงจะเป็นวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เดาว่าคงจะเป็นอย่างนั้นครับ

แต่ดูจากเปอร์เซ็นต์และตัวเลข เข้าใจว่าเขาคิดเทียบกับจำนวนบัณฑิตที่ผลิตออกมาของสาขานี้นะครับ แล้วตีเป็นเปอร์เซ็นต์

[6] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/18/2002 9:21:31 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64980

สถานภาพทางวิชาการ และการยอมรับมาตรฐานทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยในอนาคตจากสายตาของสังคมภายนอก อาจมีเหตุและผลจากสิ่งเหล่านี้

การเปิดหลักสูตรต่าง ๆ ที่สร้างความสับสนในองค์ความรู้ และสถานภาพทางวิชาการที่รับรู้กันมายาวนานจากสังคมภายนอก ทำให้สังคมภายนอกมองดูเป็นความพิกลพิการทางวิชาการได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่ซ้ำซ้อนกัน เช่น (เกษตรศาสตร์) กับ (วิทยาศาสตร์เกษตร) เป็นต้น หรือหลักสูตรชื่อประหลาด ๆ ที่มีโครงสร้าง และเนื้อหาทางวิชาการคาบเกี่ยวกันที่เปิดสอนในคณะต่าง ๆ การเปิดสอนโครงการภาคพิเศษต่าง ๆ ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท โดยบางโครงการมองดูแล้วคล้ายกับการขายใบปริญญา

การรับเข้าศึกษาแบบดับเบิลสแตนดารด์ของวิทยาเขต คณะ ภาควิชาต่าง ๆ ทั้งจากการรับเข้าโดยสอบผ่านทบวงมหาวิทยาลัย 1 โควตาพิเศษต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลับจัดสอบเอง 1 โควตาเด็กฝากจากหน่วยงานภายนอก หรือบุคคลโดยคัดเลือกกันขึ้นมาเองโดยคณะ ภาควิชา วิทยาเขตที่เกี่ยวข้อง 1 รวมถึงปริญญาต่อยอดจากนิสิตต่างวิทยาเขต และต่างวิธีการรับเข้า 1 และการรับโอนนักศึกษาจากต่างระบบ 1 เช่น อาชีวศึกษา วิทยาลัยครู วิทยาลัยพลศึกษา (ในส่วนหลังนี้ควรเรียกว่า โควตาทองชุบนนทรี) 1 เหล่านี้ เป็นต้น การรับรู้จากสังคมภายนอก ยอมสร้างความสับสนทางวิชาการ และความเชื่อมั่นในมาตรฐานทางวิชาการของมหาวิทยาลัย

สิ่งที่ควรตั้งคำถามว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจ ใครผู้เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย ใครเป็นผู้มีความชอบธรรมในการกำกับดูแลการกำหนดและเปิดสอนหลักสูตรและวิธีการรับเข้าศึกษาในลักษณะดังกล่าวข้างต้น และมีการประเมินผลและตรวจสอบมาตรฐานทางวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัยหรือไม่อย่างไร และความเสื่อมเหล่านี้นั่นเองใช่หรือไม่ เป็นเหตุหนึ่งในข้ออ้างการปฏิรูปทางการศึกษา หรือนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของสังคม

สิ่งที่ควรตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถาบันอุดมศึกษาขั้นสูงของรัฐ การจัดการศึกษาควรเป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ เป็นการเรียนการสอนที่สร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ และเปิดสอนในสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยเอกชนไม่สามารถทำได้ หรือไม่ควรทำ เป็นผู้สร้างต้นแบบองค์ความรู้ทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม เพื่อถ่ายทอดวิชาการหรือทุนทางปัญญาเหล่านั้นไปสู่ภาคการผลิตเอกชน และสถาบันการศึกษาของเอกชน

การจัดการการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาขั้นสูงของรัฐ ไม่จำเป็นต้องใช้คำอ้างว่า “ถ้าคุณไม่มีเงินคุณจะจัดการการศึกษาได้อย่างไร....” แต่คุณควรถามตัวคุณเองว่า บรรพชนของเราที่ผ่านมาได้สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่คุณมาได้อย่างไร ด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบาก มีอุปสรรคและความขาดแคลนสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาของชาติในอดีต ทั้งด้านงบประมาณ อาคารสถานที่ บุคลากรผู้มีความรู้มีคุณธรรม ทำไมบรรพชนของเราจึงสามารถฝ่าฟันสถานการณ์เหล่านั้นมาได้ และพัฒนาการศึกษาของชาติมาจนให้คนรุ่นของเราได้ยืนอยู่อย่างองอาจ โดยไม่จำเป็นใช้เรื่องความเป็นสากล ความเป็นนานาชาติ การแข่งขันเชิงธุรกิจ มาเป็นข้ออ้างในการจัดการศึกษาของสังคม สังคมที่บูชาเงินตราเป็นพระเจ้า เป็นคำตอบและรังสรรค์สิ่งต่างๆ ทุกอย่างตามใจปรารถนา เปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของคนในรุ่นของเราได้เพียงนี้หรือ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐ กับมหาวิทยาลัยเอกชน ก็คือ มหาวิทยาลัยของรัฐจัดการการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนจัดการการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานธุรกิจ

มหาวิทยาลัยของรัฐสร้างขึ้นมาด้วยเงินภาษีอากรของราษฎรหลายชั่วรุ่นคนนั้น ย่อมไม่อาจนำทรัพยากรทั้งมวลไปเพื่อจัดการศึกษาในเชิงธุรกิจแข่งกับมหาวิทยาลัยของเอกชน และสร้างผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะกลุ่มคณะ ควรเป็นการจัดการศึกษาที่สร้างและกระจายโอกาสการศึกษาแก่คนทุกคนในสังคมอย่างทั่วถึง และแบกรับภาระหน้าที่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ให้เป็นผู้นำทางสติปัญญา ผู้นำทางคุณธรรม ผู้นำทางจิตวิญญาณในการรับใช้สังคม

ทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าผู้มีอำนาจในแวดวงการศึกษาของชาติ ต่างกำลังกรุยหนทางสร้างอัครฐานสำหรับตำแหน่งหน้าที่การงานในอนาคต โดยผูกความสัมพันธ์เข้ากับฐานอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองในการกุมบังเหียนทางการศึกษาของชาติให้อยู่ในมือของหมู่คณะตน โดยอ้างการปฏิรูปการศึกษาตามแบบอย่างของตะวันตกเป็นธงนำ..............

[7] จากคุณ :[คมขวาน] [ไม่ได้ Login] [4/18/2002 10:39:32 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64981

อธิการบดีที่พึงปรารถนาในสายตาประชาคมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในยุค 60 ปีของการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 60 ปีของการหยุดเพื่อเหลียวมองไปข้างหลัง

อธิการบดีคนแล้วคนเล่าที่ได้เข้ามาบริหารมหาวิทยาลัย ทั้งที่ได้ละสังขารไป ทั้งที่มีชีวิตอยู่ อธิการบดีท่านใดเป็นผู้ที่สมาชิกประชาคมเกษตรศาสตร์ รำลึกนึกถึงด้วยความปรีดีและความเคารพรัก ด้วยท่านเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในสุจริตธรรม ศีลธรรม คุณธรรมอันดีงาม และได้วางหลักปักฐานแผนงานต่าง ๆ ให้แก่อนาคตของมหาวิทยาลัย อนาคตของเยาวชน อนาคตของการศึกษาระดับสูงของชาติ ด้วยหลักการที่ชอบธรรมและมีคุณค่าแก่คนรุ่นหลัง

อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กี่ท่านที่เราคนรุ่นหลังจะเอ่ยชื่อ ขานนาม เล่าถึงคุณงามความดีให้สมาชิกประชาคมเกษตรศาสตร์ ได้รับฟังด้วยน้ำใสใจจริง โดยไม่มีแบ่งพรรค แบ่งคณะ หรือเป็นคนสังกัดที่ได้รับความอุปภัมถ์ค้ำจุนในทางมิชอบธรรม

หลักประกันและการคงอยู่ของอธิการบดีแต่ละท่านที่ผ่านมา กี่ท่านที่สามารถปกครองคน นำคนได้ด้วยความมีศักดิ์ศรี ด้วยความสง่างามของตนเองที่ได้สร้างสมมายาวนาน แต่มิใช่คงอยู่ได้ด้วยการค้ำจุนจากบริวารล้อมข้างที่คดในข้องอในกระดูก มิใช่เป็นได้เพียง “อธิการบดีตัวแทน” ของกลุ่มบุคคลที่มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์เฉพาะหมู่คณะของตนภายในสถาบันการศึกษาของชาติ
อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กี่ท่านที่เราคนรุ่นหลัง ในฐานะสมาชิกประชาคมเกษตรศาสตร์ จะเฝ้าติดตาม ถามไถ่ถึงทุกข์สุข แสดงความกตัญญูรู้คุณ เอื้ออาทรต่อท่าน และต่อลูกหลานผู้สืบสายสกุลของท่านอย่างจริงใจ

อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กี่ท่านที่เราคนรุ่นหลัง ในฐานะสมาชิกประชาคมเกษตรศาสตร์ จะเฝ้าติดตาม ถามไถ่ถึงผลกรรมที่ท่านได้ก่อขึ้นและสร้างผลพวงของความเสื่อมทรุดแก่อนาคตของมหาวิทยาลัย อนาคตของเยาวชน อนาคตของการศึกษาระดับสูงของชาติ อย่างปลงอนิจจัง.

สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า
“นกที่เหิรบินอยู่บนฟากฟ้าที่กว้างใหญ่ ขนของมันร่วงคนยังเห็นและยังจำแนกแยกแยะได้ว่าเป็นขนของนกชนิดใด ฉันใด คนเราหากทำกรรมดี หรือกรรมชั่ว ไม่ว่าจะอยู่ในที่ลับหรือที่แจ้ง สักวันหนึ่งย่อมมีคนรู้คนเห็น และแยกแยะกรรมดี กรรมชั่วของคนผู้นั้นได้ ฉันนั้น” …..นี่คือสัจธรรมของธรรมชาติ…

[8] จากคุณ :[-] [ไม่ได้ Login] [4/18/2002 10:48:52 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64983

มองได้ลึกซึ้งดีครับ
ในเรื่องนี้ตัวผมเองคงมองได้แค่ปรากฏการณ์ และตามแก้ปัญหาไป...แต่ก็รู้ว่าแก้ที่ปลายเหตุของปัญหาครับ

เอาไว้เวลาผมเข้าที่ประชุมส่วนกลาง ผมจะพยายามหยิบยกปัญหาที่เป็นแก่นจริง ๆ ที่เกี่ยวกับปรัชญาและทิศทางของมหาวิทยาลัย มาพูดคุยกันให้มาก ๆ ขึ้น ให้สัดส่วนพอ ๆ กับการคุยเรื่องงาน routine ทั่วไปนะครับ

[9] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/18/2002 11:41:29 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=64992

มหาวิทยาลัยไทยยามอาทิตย์อัสดง: นำการศึกษาสู่ความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล
-----------------------------------------------------------------------------------
แก่นตะวันออก……………...........….…….เปลือกกระพี้ตะวันตก
-----------------------------------------------------------------------------------
อริยสัจ 4 …….............……………….…….ยุทธศาสตร์
ศีล สมาธิ ปัญญา.……………….............…วิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย
วิทยสถาน………………….............….……โรงงานผลิตสินค้าสำเร็จรูป
ผู้บริหารมหาวิทยาลัย…………….......…...กรรมการผู้จัดการ, นักเจราจาต่อรองและสานผลประโยชน์นโยบาย……………………….................…แผนการตลาด
วิจัยเพื่อองค์ความรู้………………...............วิจัยเพื่อเงินตรา
ครู อาจารย์………………………..............นักธุรกิจในคราบนักวิชาการ, พนักงานแนะนำสินค้า
อาจารย์ที่ปรึกษา……………….......……...ที่ปรึกษาด้านคุณลักษณะสินค้า
ลูกศิษย์……………………............………..…ลูกค้า
ปริญญา……………………………................ผลิตภัณฑ์
ประสิทธิประสาทปริญญา ….………...........ขายปริญญา
บัณฑิต…………………………...........…..…สัตว์เศรษฐกิจ
เกื้อหนุนศานติสุขสาธารณชน…...…….........เกื้อหนุนความร่ำรวยทรัพย์ของเอกชน
---------------------------------------------------------------------------------------------

[10] จากคุณ :[-] [ไม่ได้ Login] [4/18/2002 12:29:42 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65034

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่ให้ความห่วงใย เกษตรศาสตร์ของท่านและข้อคิดเห็นของหลายๆท่าน ที่แสดงออกถึงความรักรั้วนนทรีของเรา ขอได้โปรดแสดงความคิดเห็นที่เป็นรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้ อาจจะปฏิบัติได้ในทันที หรือในอนาคตก็ได้ ที่ผ่านไปแล้วอาจจะสร้างความสับสน ซับซ้อนหรืออย่างไรก็แล้วแต่ จงช่วยกันเสนอแนะที่จะแก้ในจุดนั้น ทุกคนหวังดีต่อเกษตรทั้งนั้นแหละครับ ยุคอธิการบดีคนใหม่ ท่านยินดีน้อมรับทุกข้อคิดเห็นครับ อยากให้เกษตรก้าวหน้า จงยึดคำที่ว่า ท่านจะให้อะไรแก่เกษตรบ้าง ไม่ใช่คิดแต่ว่าท่านจะได้อะไรจากเกษตรบ้าง

[11] จากคุณ :[ครูดำ ดอทคอม] [ไม่ได้ Login] [4/18/2002 8:57:09 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65042

ในความคิดผม ...อดีตต้องศึกษาครับ จะละเลยไม่ได้
การแก้ต้องแก้ทั้งที่ต้นเหตุ และปลายเหตุ
ปลายเหตุ อย่างที่ผมเสนอคือการแก้ปัญหาในระยะสั้น หรือระยะที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว ถ้าเหตุมาจากอดีตที่ผิดพลาด ที่มีผลก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว ผมว่าก็ต้องพูดถึงนะครับ ก็ทำพร้อม ๆ กันได้ครับ

ก็ขอให้ลองเสนอมาทั้ง 2 อย่าง ก็ดีนะครับ ว่าอดีตที่ให้เกิดปัญหานี้มาจากอะไร แล้วจะแก้ยังไง และปัจจุบันนี้เราจะทำอย่างไร เพื่อบั่นเทาปัญหานี้ในระยะเร่งด่วน

ยังไงปัญหาเรื่องปรัญชาของมหาวิทยาลัย อันนี้คุยกันยาว ๆ ได้ เพราะมันไม่จบง่าย ๆ
แต่ปัญหาเรื่องปากท้องของบัณฑิตที่จบไป ยังไงก็คือโลกแห่งความจริง ที่เราต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยครับ คือเรารับผิดชอบในขณะที่เขายังเป็นนิสิต ยังพอทำได้ครับ

[12] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/19/2002 12:39:27 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65044

ผมว่า นิสิตเกษตรทุกคนที่จบไป ทุกคนมีศักยภาพ ที่ดีทุกคน สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ที่เพราะเกษตรติดอันดับ 2 ของ นิสิตตกงานอาจเป็นเพราะ จำนวนนักศึกษาที่จบจากเกษตรมีมาก ซึ่งผมก็คิดว่าอาจจะมากเกินไป ผลพวงนี้อาจจะมาจากสมัยเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู ทำให้ตลาดแรงงานต้องการคนจำนวนมาก มหาลัยก็ตอบรับด้วยการเพิ่มจำนวนนิสิตเข้าเรียน ...
แต่ปัจจุบันผมว่ามันไม่ใช่ ถ้ายังผลิตนิสิตออกมาเยอะๆโดยไม่ดูตลาด เกษตรก็คงจะได้อันดับ 1 แน่นอน

[13] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [4/19/2002 12:44:47 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65048

1.ในกรณีสาขาวิชา ที่ไม่ตอบสนองตลาดงานข้างนอก ตราบใดถ้ายังมีนิสิตมาลงทะเบียนอยู่ ก็เปิดเถอะครับ เพราะมหาวิทยาลัยคือแหล่งรวมขององค์ความรู้ที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเกาะติดกระแสธุรกิจข้างนอกมากเกินไป

เห็นด้วยจัง

[14] จากคุณ :[นิสิตคนหนึ่งที่ผ่านมา] [ไม่ได้ Login] [4/19/2002 12:49:18 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65050

ใช่ครับ การที่บัณฑิตตกงาน ไม่ได้บ่งบอกว่าคุณภาพไม่ดีนะครับ ผมก็เห็นเด็กเรียนเก่งหลายคน ก็ยังหางานไม่ได้ (ชั่วคราว) เพราะภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้มันตกต่ำ

แต่ในฐานะที่ ม.เกษตร ของเรารับนิสิตเยอะมากเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่า ก็คงเกิดปัญหาบัณฑิตตกงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

แต่ปัญหานี้ มันมีผลต่อชื่อเสียง ม.เกษตร ครับ
1.ข้างนอก คิดเหมือนเรายังงี้หรือเปล่าก็ไม่รู้
2.แล้วเราจะแก้ปัญหานี้กันหรือไม่ หรือจะปล่อยไป

ขอคำแนะนำจากท่านอื่นต่อไปครับ

[15] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/19/2002 12:55:27 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65073

ไม่ทราบว่าที่สำรวจนี่นับรวมพวกที่ สมัครใจว่างงานด้วยหรือป่าวครับ
แล้วที่สำรวจมานี่มันข้อมูลไม่เก่ามากไปหรือครับ ช่วงเวลาที่สำรวจข้อมูลมันไม่ใช่ช่วงเวลาเดียวกัน แล้วเอามารวมกันมันดูแปลกๆๆไปหน่อยนะครับ
แต่อย่างไร คุณภาพของมหาวิทยาลัย มันไม่ไวดกันที่การได้งานทำของนิสิตอย่างเดียวหรอกนะครับ
ทำไมไม่ดูเทียบกับตอนที่รับเข้าดูบ้างว่าเป็นอย่างไร

[16] จากคุณ :[คุณภาพของคน] [ไม่ได้ Login] [4/19/2002 1:33:24 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65075

ผมขอมองเป็นกลาง ๆ ดีกว่านะครับ ผมพยายามจะไม่ใช้ความรู้สึกมาเกี่ยวข้องมากนัก..ผมพยายามตอบเป็นวิชาการให้มากที่สุดนะครับ
.
.
การสำรวจโดยทางราชการ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นการสำรวจกันทั้งประเทศ จะล่าช้าครับกว่าจะได้ผลออกมา ไม่ค่อยจะทันทีทันใด

แต่ถ้าเอกชนสำรวจได้ผลทันใจ แต่จะทำได้แค่สุ่มตัวอย่าง เพราะไม่มีกำลังพอที่จะทำทั้งประเทศ

แต่ในกรณีเรื่องนี้ ราชการจะทำได้ดีกว่าครับ แล้วยิ่งเป็นการแจกแบบสอบถามในช่วงการรับปริญญาบัตรด้วยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการสำรวจที่ชัดเจนและจำนวนที่มากที่สุด ข้อมูลก็จะเที่ยงตรงสูงมากกว่าครับ
และที่สำคัญการรับปริญญาบัตร งานอย่างนี้เอกชนจะเข้ามาสำรวจได้ยากครับ ไม่ค่อยเปิดให้เข้าได้ง่าย ๆ ในระหว่างซ้อมนะครับ และราชการก็มีการสำรวจแบบนี้ทุกปีอยู่แล้วครับ

ผมเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งคงจะสำรวจ แล้วก็ส่งข้อมูลไปที่ทบวงประมวลผล ในฐานะที่เป็นหน่วยงานเจ้ากระทรวงนะครับ

และในแบบสอบถาม ก็มีคำถามแล้วครับเรื่องว่า "ยังไม่ประสงค์ทำงาน" ครับ และก็มีสัดส่วนที่น้อยมากครับ จนไม่น่าจะมีผลต่อตัวเลขมากนัก

=======================
ส่วนในประเด็นวัดคุณภาพมหาวิทยาลัยโดยดูที่คุณภาพของเด็กที่รับเข้า (ไม่แน่ใจว่าคำถามอย่างนี้หรือเปล่านะครับ) อันนี้ถือว่าเป็น Input ครับ ไม่น่าจะถือว่าเป็นประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยในการผลิต Output นะครับ มันเป็นประสิทธิภาพของคุณภาพของเด็กซึ่งเป็นผลผลิตจากโรงเรียนเองต่างหากครับ ไม่ควรนำมาใช้คิดในการวัดคุณภาพมหาวิทยาลัยครับ

ผลสำรวจเหล่านี้ ผมคาดว่าจะเข้มข้นขึ้นในอนาคต ยิ่งถ้าออกนอกระบบ แล้วละก็ จะมีการแข่งขันกันระหว่างมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยจะมีเชื้อปะทุจากการสำรวจประเภทอย่างนี้ในหลายดัชนีที่จะใช้วัดคุณภาพของมหาวิทยาลัย เป็นแรงขับดัน (แต่ดัชนีที่กล่าวถึงในกระทู้นี้ ไม่เกี่ยวกับคุณภาพ ถ้าตามหลักการนะครับ แต่ทางความคิดของชาวบ้านทั่วไปที่เขาไม่คิดลึกซึ้งมากนัก อันนี้ไม่แน่แล้วครับ เราต้องเหนื่อยแล้วครับที่จะต้องอธิบายเขา) โดยผมคาดว่า ในอนาคต บริษัทเอกชนจะมาทำหน้าที่จัด rating สำรวจแบบอย่างนี้มากขึ้นครับ แล้วทีนี้แหละครับ เจ้าตัวเลขพวกนี้จะมีผลแล้วครับ ต่อ Input ที่จะรับเข้าสู่มหาวิทยาลัย
เพราะที่ผ่านมา การเปิดเผยตัวเลขลักษณะอย่างนี้ ยังมีน้อย และนักเรียนทั่วไปยังมีตัวเลขดัชนีที่จะใช้เลือกมหาวิทยาลัยน้อยอยู่ หรือมีตัวเลขดัชนีที่ใช้เปรียบเทียบระหว่างมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยไหนเหมาะสมกับเขายังไม่ค่อยมากนัก ยังเป็นตัวเลขในเชิงกระแส หรือเชิงคิดว่าอย่างนั้น คิดว่าอย่างนี้ แล้วก็ไปมีผลต่อตัวเลขที่ฝั่ง Input มากกว่า ไม่ว่าคะแนนสูง-ต่ำ เป็นต้น

พวกเราต้องเตรียมรับสถานการณ์ในเรื่องอย่างนี้ให้พร้อมนะครับ เพราะทิศทางจะพาเราไปสู่สากล มากขึ้น โดยเราอาจจะปฏิเสธได้ยากขึ้นครับ

แต่ยังไงก็ยังยืนยันว่า มหาวิทยาลัยของเราคุณภาพยอดเยี่ยมอยู่ครับ ในมุมมองของผม (ใส่ความคิดของตัวเองอีกแล้ว)

เอาละครับ ความเห็นต่อไปนะครับ

[17] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/19/2002 2:36:03 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65077

เอ้อ..พอดีว่า ไปค้นเจอกระทู้หนึ่งครับ ทีนี้เป็นการ monitor จากต่างประเทศกันเลยครับ ลองดูที่นี่ประกอบด้วยครับ เป็นกระทู้ผ่านมาประมาณปีหนึ่งแล้วครับ ผมไม่นึกเลยว่าครบปี ผมต้องมาตั้งกระทู้อย่างนี้อีกครั้ง ลองดูที่นี่เสริมด้วยครับ

http://kucity.kasetsart.org/kucity/WebFormDetailBoard.aspx?BRD_ID=5583&PAGE=1

[18] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/19/2002 2:55:23 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65078

ไม่ต้องตกใจมากนะครับ เรื่องอย่างนี้ เราน่าจะฉวยเป็นโอกาสที่ดีในการแก้ปัญหาหลายอย่างของมหาวิทยาลัยของเรา ให้ดีขึ้นนะครับ
และผมก็คิดว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็มีปัญหาอย่างนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะแก้ปัญหากันหรือเปล่าก็เท่านั้นเองครับ

ความเห็นของนิสิต สำคัญมากนะครับ รับผลกระทบไปเต็ม ๆ เลยครับ ช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

[19] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/19/2002 3:23:47 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65079

ขอเสริมคำถามว่า "ทำไมไม่ดูเทียบกับตอนที่รับเข้าดูบ้างว่าเป็นอย่างไร"
ถ้าคำถามเป็นความหมายนี้ ขอเปลี่ยนใหม่เป็น "ทำไมไม่ดูเทียบกับตอนที่รับบัณฑิตเข้าทำงานดูบ้างว่าเป็นอย่างไร"

ถ้าเป็นคำถามนี้ ก็ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดทาง Output ที่เป็นด้านคุณภาพจริง ๆ (เฉพาะทาง Output นะครับ) อันนี้รู้สึกว่า ยังไม่มีตัวเลขการสำรวจอย่างเป็นทางการครับ
อาจจะมี ก็ทำเป็นการภายใน ในบริษัทหรือหน่วยงานที่รับบัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ นะครับ (โดยเฉพาะฝ่ายบุคคลต้องทำแน่ ๆ ) อาจจะไม่ได้อ้างถึงสถาบันโดยตรง แต่ในบริษัทหรือหน่วยงานก็พอรู้เป็นการภายในในระดับฝ่ายบริหารนะครับ

ทีนี้เมื่อไม่มีการสำรวจแบบเป็นทางการ มันก็เลย ไม่ชัดเจน กลายเป็นคิดว่าอย่างนั้น อย่างนี้ อีกแล้ว กลายเป็นกระแสไป หรือกลายเป็นเรื่องรักสถาบันไป

แล้วทีนี้ ประโยคที่ว่า "กลายเป็นคิดว่าอย่างนั้น อย่างนี้ อีกแล้ว ในส่วน Output นะครับ" มันมีมูลเหตุมาจากไหน ถ้าเอาแบบชาวบ้านคิดหรือนักเรียนคิดนะครับ ก็คงจะดูที่ข่าวสารต่าง ๆ ทั้งหน้าหนังสือพิมพ์ ทีวี วารสาร นิตยสารต่าง ๆ ที่ออกมาจากผลงานของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะจากนิสิตในมหาวิทยาลัย นั่นแหละครับ และก็ปน ๆ กับผลงานด้านงานวิจัยของอาจารย์เข้าไปด้วย แต่รับรองว่าน้อยครับที่จะหาข่าวสารจากบัณฑิตที่เป็นคนทำงานแล้ว แล้วสร้างชื่อเสียงโด่งดังในวิชาชีพของตัวเองแล้วมีการอ้างถึงสถาบันที่เป็นผู้ผลิตตัวเขา หรือเชิดชูสถาบันของตัวเขาที่สร้างเขามาให้มีวันนี้ ผมมองว่ายิ่งช่วงหลัง ๆ ที่เกิดจากบัณฑิตรุ่นใหม่ ๆ นะครับ แทบจะไม่ได้ยินเลยครับ
แต่ผมก็ได้ยินบ่อยครับ แต่เป็นเรื่องราวของพี่ ๆ ในอดีตรุ่นอาวุโสที่สร้างผลงานเยี่ยม ๆ ในระดับประเทศครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องเชียร์ของนิสิตเราเองครับ ที่รุ่นพี่สอนรุ่นน้องโดยยกตัวอย่างให้เราภาคภูมิใจ
แต่ปัญหาที่ผมมองก็คือชาวบ้านทั่วไปหรือนักเรียนทั่วไปต่างหากครับ ที่ถูกแวดล้อมด้วยสื่อต่าง ๆ ดั่งที่กล่าวมา เขาอาจไม่รู้เรื่องพวกนี้

ดังนั้นผมถึงมองว่า ถ้าจะดู Output ซึ่งยังไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการ ก็คงจะยาก

มันก็เลยต้องมาดูกันที่ กระบวนการผลิตบัณฑิตนะครับ ก็ตามกระทู้ที่ผมทำ Link ให้นั่นเองครับ และก็ต้องดูที่การประชาสัมพันธ์ ที่ต้องไม่สร้างภาพอย่างเดียว ต้องมีเนื้องานที่เป็นรูปธรรมออกมาให้เห็นด้วย ทั้งจากนิสิตและจากอาจารย์ โดยเฉพาะวิชาการทางสายอาชีพของแต่ละสาขานะครับ ส่วนด้านประกวดนางงามต่าง ๆ (ช่วงนี้ ม.เกษตร จะดังเรื่องนี้มาก) ก็มีได้ไม่เป็นไรครับ ก็หลากหลายดี ถ้าเป็นเรื่องของนิสิต ผมเคารพเขาเสมอครับ แต่ก็ต้องให้น้ำหนักด้านการแสดงออกทางวิชาการของนิสิตมาถ่วงให้เท่า ๆ กัน ด้วยนะครับ และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็น่าจะนำมาเป็น Presenter แนะนำผลงานของมหาวิทยาลัยได้ ก็ยิ่งดีใหญ่ และทำได้ทันทีด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบธุรกิจนำเด็กของเราไปใช้จนอาจจะเลยเถิดตามวงจรธุรกิจหรือการแสดง จนกลายเป็น "ชื่อเสีย" นะครับ และเรื่องอย่างนี้ควรจะรีบชิงทำซะก่อนนะครับ อย่าปล่อยให้ "เพชร" ในมือเราต้องถูกระบบธุรกิจและการแสดงบางอย่างที่เห็นแก่ตัว มาชี้นำเด็กของเรา แล้วตอนหลังถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วเราจะมานั่งเสียใจไม่ได้นะครับ โอกาสงาม ๆ แล้วเราก็ต้องช่วย ๆ กันเข็นกันหน่อยนะครับ สำหรับมหาวิทยาลัยอันอ้วนอุ้ยอ้ายของเราตอนนี้ที่ต้องแบกน้ำหนักเป็นเรือพ่วงกันกี่วิทยาเขตหรือกี่สถาบันสมทบแล้วก็ไม่ทราบนะครับ

นี่ช่วยตอบให้เท่าที่คิดว่า เป็นแนวทางที่พอปฏิบัติได้นะครับ ทั้งแบบทันที และแบบระยะยาว นะครับ แบบเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ก็แก้ที่ปลายเหตุอยู่ดีนะครับ ก็แก้ตามสถานการณ์เฉพาะหน้าที่มันเลยเถิดมาถึงปัจจุบันนี้ครับ

[20] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/19/2002 3:51:11 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65132

คิดว่ามหาลัยมีวิทยาเขตที่มากไปแล้วก็มีภาคพิเศษมากไปด้วย คนที่เรียนภาคพิเศษคือคนที่สอบเข้าภาคปกติไม่ได้ใช่หรือไม่ ดิฉันเชื่อว่าถ้าinput ไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็output ย่อมออกมาไม่ดีด้วยเหมือนกัน ดิฉันว่ามหาลัยเรามีวิทยาเขตมากเกินไป จนดิฉันคิดว่าเกินศักยภาพของมหาลัยไป ที่ศรีราชาเท่าที่ฟังมาจากอาจารย์ที่ไปสอนmath บอกว่าการเรียนของเด็กที่นั่นแย่ ต้องตัด F 30 ซึ่งดิฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลยเราเรียนเหมือนกันแต่ทำไมคุณตัดF 40 45 ทั้งที่เราได้ปริญญาแบบเดียวกัน สถาบันเดียวกัน อยากให้มหาลัยรักาคุณภาพไว้ มิใช่มุ่งที่จะขยายกิจการเพื่อผลประโยชน์ เอ๊ย เพื่อความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย

[21] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [4/19/2002 6:02:02 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65136

เมื่อคืนฉันฝันร้าย อยากจะเล่าสู่กันฟัง เป็นความฝันเรื่อง “อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย จากการจัดการการศึกษาระดับสูงในเชิงธุรกิจ ”

ในความฝัน ฝันว่า ฉันได้ไปเยือน ดินแดนแห่งหนึ่งที่เคยอุดมสมบูรณ์ ผู้คนเป็นมิตรและรักความสงบ วันหนึ่งเกิดมีความวุ่นวาย เหล่านักปราชญ์ทางการศึกษาของสังคมนั้น ถกเถียงกันว่า วิธีการเรียนการสอนลูกหลานที่ทำอยู่ไม่ทันสมัย ล้าหลัง และไม่เป็นมาตรฐานสากลรองรับ ขาดเงินตราสกุลต่างชาติเข้าประเทศ ต้องเร่งแก้ไขคิดอ่านให้ทันการณ์ดั่งประเทศคู่ค้าศรีวิไล แก้กันไปแก้กันมาอย่างลึกลับแยบยล สุดท้ายงานบริหารวิชาการของสถาบันการศึกษาระดับสูง ต่างก็ต้องจัดหลักสูตรภาคพิเศษต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อจัดหารายได้ให้เพียงพอสำหรับเลี้ยงตนเอง เป็นค่าตอบแทนที่สูงแก่บุคลากรของตน และแก่บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจการศึกษาต่างชาติ ในขณะที่การเรียนการสอนภาคปกติเป็นเพียงงานอดิเรก นานวัน ค่าเล่าเรียนแต่ละหลักสูตรแพงขึ้น แพงขึ้น เพื่อป้องกันมิให้ตนเองล้มละลายจากการแข่งขัน

ด้านงานบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ ได้สร้างภาวะความเครียด ความหวาดกลัวไปทั่วทั้งสถาบันการศึกษา ในความพยายามสร้างหรือรักษาอันดับ (Ranking) ที่ได้รับการประเมินคุณภาพของหน่วยงานภายนอก กลายเป็นภาระงานเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการบริหารทางวิชาการ และจำเป็นต้องระดมทรัพยากรทั้งองค์กรเพื่อรักษาชื่อเสียงจากการจัดอันดับ ที่มองเห็นได้ง่าย จัดฉากผ่านสื่อมวลชนได้ง่ายกว่าการสร้างความเป็นเอกทางวิชาการ หรือการบริหารทางวิชาการที่มีประสิทธิภาพ

ด้านงานประชาสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้น เพื่อเรียกลูกค้า (นักเรียน หรือพ่อแม่ที่มีฐานะดี) ให้ส่งลูกเข้ามาเรียนในสถาบันการศึกษาของตน พร้อมทั้งการโฆษณาเพื่อดึงดูด หรือแย่งตัวครูอาจารย์ที่มีฝีมือดีจากสถาบันอื่น เข้ามาทำงานด้วยการจ่ายค่าตัวแพงขึ้น แพงขึ้น

ด้านการเข้ามาร่วมทุนของธุรกิจการศึกษาจากต่างชาติ สามารถทำได้ง่ายขึ้นโดยการตัดสินใจในระดับผู้บริหารสถาบันการศึกษา ทำให้การศึกษาเพื่อชุมชน เพื่อสาธาณชนหมดสิ้นไป เป็นการศึกษาเชิงธุรกิจ และสร้างค่านิยมในใบปริญญาบัตร เกิดกองทัพแรงงานระดับผู้มีการศึกษาเกิดขึ้นในสังคม ทั้งผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก และเอกพิเศษ แรงงานเหล่านั้นได้ก่อรูปขึ้นเป็น “ชนชั้นกลางเทียม” ในสังคม มีการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาที่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ หรือมีจำนวนมากเกินความจำเป็น

เกิดระบบการศึกษาส่งผ่านหรือถ่ายโอนแรงงานระดับผู้มีการศึกษาที่ต้องใช้ความชำนาญหรือทักษะพิเศษ เช่น แพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ในรูปของการแลกเปลี่ยนการศึกษานานาชาติที่ครองความเหนือกว่า นั่นคือ อาจเป็นรูปแบบที่ใช้ทรัพยากรแรงงานระดับผู้มีการศึกษาที่มีคุณภาพ สมองดี ไปศึกษาในสาขาวิชาที่ด้อยกว่าสาขาหลักของตนเอง หรือทำงานชดเชยสัญญาหรือรูปแบบการฝึกงาน หรือทำงานที่มีความเสี่ยงในงานบางสาขาในประเทศคู่สัญญาที่มีความเหนือกว่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อันเป็นการลดทุนทางสังคมในประเทศคู่สัญญา (เป็นเรื่องของทางเลือกในการใช้ทรัพยากรและค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ)

เกิดการถ่ายโอนแรงงานระดับผู้มีการศึกษาราคาถูกเหล่านั้น (แรงงานทาสต่างชาติ) บางส่วนเข้าไปบุกเบิกตลาดในอดีตประเทศอาณานิคม หรือประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิต และตลาดสำหรับรองรับสินค้าของประเทศอุตสาหกรรม

สำหรับปัญหาในประเทศที่มีการเข้ามาร่วมทุนของธุรกิจการศึกษาจากต่างชาติ การก่อรูปขึ้นเป็น“ชนชั้นกลางเทียม” ในสังคมของแรงงานปัญญาชนดังกล่าวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ “ชนชั้นกลางเทียม” เริ่มมีปัญหาจากการเลียนแบบอย่างการบริโภคและใช้รูปแบบชีวิตแบบสังคมตะวันตกทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 1 ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการทำงานต่ำระดับหรือไม่สอดคล้องกับทักษะแรงงาน 1 ปัญหาการใช้ความรู้ที่ได้รับมาและเครือข่ายจากการเลื่อนชั้นทางสังคมไปใช้ในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย 1 สุดท้าย การขาดหลักประกันทางเศรษฐกิจและสังคม จะก่อให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบอนาธิปไตย เนื่องจากเป็นแรงงานปัญญาชนที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องกลไกทางสังคม รู้วิธีการรวมตัวต่อสู้ทางการเมืองที่มีเป้าหมายชัดเจน และที่สำคัญเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีแนวโน้มต่อต้านระบบ ต่อต้านสังคม ........................ฝันเห็นเพียงเท่านี้ ก็ต้องตกใจตื่นขึ้น ใครเอยจะช่วยฉันฝันต่อ.....

[22] จากคุณ :[คมขวาน] [ไม่ได้ Login] [4/19/2002 6:16:54 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65169

จริงอย่างที่ "คุณคมขวาน" คาดการณ์เลยครับ ในหลายประเด็นที่ผมมองเห็นจากนโยบายหลายอย่างจากฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแสดงวิสัยทัศน์ช่วงการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ ของผู้สมัครทั้ง 4 ท่าน และก็คาดว่าผู้สมัครทั้ง 4 ท่าน นี้ก็คงเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ในทีมบริหารชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรองอธิการบดีฯ ฝ่ายต่าง ๆ อย่างน้อยก็คงจะมีแน่นอน

คุณคมขวาน ฉายภาพให้เห็นในระดับภาพรวม โดยเฉพาะมิติทางสังคม ...ซึ่งมักขาดการพูดถึงกัน


[23] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/19/2002 11:08:07 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65342

ขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่ให้ความห่วงใย เกษตรศาสตร์ของท่านและข้อคิดเห็นของหลายๆท่าน ที่แสดงออกถึงความรักรั้วนนทรีของเรา ขอได้โปรดแสดงความคิดเห็นที่เป็นรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้ อาจจะปฏิบัติได้ในทันที หรือในอนาคตก็ได้ ที่ผ่านไปแล้วอาจจะสร้างความสับสน ซับซ้อนหรืออย่างไรก็แล้วแต่ จงช่วยกันเสนอแนะที่จะแก้ในจุดนั้น ทุกคนหวังดีต่อเกษตรทั้งนั้นแหละครับ ยุคอธิการบดีคนใหม่ ท่านยินดีน้อมรับทุกข้อคิดเห็นครับ อยากให้เกษตรก้าวหน้า จงยึดคำที่ว่า ท่านจะให้อะไรแก่เกษตรบ้าง ไม่ใช่คิดแต่ว่าท่านจะได้อะไรจากเกษตรบ้าง

1. "ขอได้โปรดแสดงความคิดเห็นที่เป็นรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้" คำถาม รูปธรรมที่เกิดขึ้นจากการบริการงานทางวิชาการที่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในทุกวันนี้มีไม่เพียงพอที่จะมองเห็นเป็นรูปธรรมหรือครับ พวกท่านช่วยกันสร้างช่วยกันก่อ ถึงเวลาบอกว่าให้ลืมไปเสีย เป็นอดีต ณ จุดนี้คิดว่าไม่มีความยุติธรรมสำหรับคนรุ่นหลังที่ต้องมารับผลกรรมที่ท่านผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้ก่อไว้

2. "ที่ผ่านไปแล้วอาจจะสร้างความสับสน ซับซ้อนหรืออย่างไรก็แล้วแต่ จงช่วยกันเสนอแนะที่จะแก้ในจุดนั้น" สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นปัญหา ปัญหาอยู่ทีว่า "ความสับสน ซับซ้อน" ที่เกิดขึ้นผ่านมา เกิดขึ้นมาเพื่อสนองกิเลสตัณหาของใคร อาจจะโดยการใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่มีอยู่ในทางมิชอบธรรม ผิดหลักการโดยรวม หรือความไม่รู้ และกลายเป็นปมเงื่อนสำคัญของแบบอย่างระบบอุปภัมถ์ทางวิชาการในหมู่คณะตนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

3. "จงยึดคำที่ว่า ท่านจะให้อะไรแก่เกษตรบ้าง ไม่ใช่คิดแต่ว่าท่านจะได้อะไรจากเกษตรบ้าง" ท่านในที่นี้มีหลายระดับครับ การได้อะไรจากเกษตรก็มี "ท่าน" ได้รับกันหลายระดับครับ สำหรับเกษตรแล้ว การได้รับอะไรจากเกษตร จะเกิดขึ้นเฉพาะพวกที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ใกล้ชิดแวดวงอำนาจเท่านั้นละครับ สำหรับพวกสวะข้าราชการอย่างผมยังห่างไกลคำในความหมายเหล่านั้นครับ

[24] จากคุณ :[นายขมขื่น] [ไม่ได้ Login] [4/22/2002 9:17:43 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65428

จากการที่มีความคิดที่ว่าจะแก้ไขปัญหาการที่นิสิตเกษตรตกงานมากนั้นก็คิดว่าเป็นความคิดที่ดี แต่การที่จะมาคิดแต่ว่ามีการผลิตบัณฑิตออกมามากเกินไปนั้นไม่คิดว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องทั้งหมด เหมือนเป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า ในขณะที่มหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ ก็ประสบปัญหานี้เช่นกันแต่ก็ได้มีการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมมากกว่า เช่น การจัดอบรมวิชาชีพอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การฝึกสอนวิชาที่น่าสามารถใช้ได้ทั่วไปเช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การที่มีความคิดที่จะรับนิสิตลดลงเพราะคิดว่าการที่รับนิสิตมากเกินไปเป็นสาเหตุของปัญหานั้น ก็อาจจะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดเดียว "ในส่วนที่เป็นหน้าตาของเกษตร" แต่ก็จะเป็นการผลักปัญหาไปสู่สังคมภายนอกมากยิ่งขึ้น โดยที่จะส่งผลให้
1.มีผู้ว่างงานเท่าเดิมแต่เปลี่ยนจำนวนไปที่มหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักว่าท่านจะเห็นว่าเป็นการดีที่จะไม่ใช่เกษตรอีกต่อไปหรือไม่
2.มีประชากรที่จะจบการศึกษาในระดับที่ต่ำลงมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เพิ่มขึ้น เพราะมีการรับนักศึกษาเข้าลดลง
3.ปัญหาสมองไหลก็จะกลับมามากขึ้น เพราะนักศึกษาได้เล็งเห็นถึงการขาดความรับผิดชอบของทางภาครัฐและทางมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีการแก้ปัญหาที่ตรงจุดแต่เอาปัญหากลับมาสู่นิสิตนักศึกษา

ดังนี้ ก็เห็นได้ว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมานั่งคิดถึงหน้าตาของมหาวิทยาลัย หรือหน้าตาของใครแต่เพียงกลุ่มพวกเดียว แต่น่าจะมองไปถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ ดังนั้นควรจะมีการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เช่น การจัดอบรมวิชาชีพเพิ่มเติม หรือหันมาเปลี่ยนทัศนคติของนิสิตนักศึกษาในการทำงาน เห็นด้วยตรงจุดที่ว่าปัจจุบันมีปัญหาที่นิสิตจมไม่ลง ไม่สามารถประกอบวิชาชีพที่คิดว่าต่ำกว่าระดับการศึกษาหรือไม่ตรงกับที่เรียนมาได้ ในการแก้ปัญหาในระยะยาวนั้นอาจมีการปรับปรุงหลักสูตรให้ยืดหยุ่นได้มากขึ้นสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายมากขึ้น แต่ในขณะนี้อาจจะมีการจัดอบรมให้นิสิตได้เรียนรู้วิชาการที่เป็นสากล เช่น การเขียนโปรแกรม การเรียนด้านภาษา ฯลฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพของนิสิตให้เพิ่มขึ้น เพราะในเมื่อตลาดยังสามารถรับคนเข้าทำงานได้เพียงเท่านี้ ก็เป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะยึดติดกับหลักการของหลักสูตรวิชาชีพเฉพาะด้านอีกต่อไป

[25] จากคุณ :[ข้อคิดเห็น] [ไม่ได้ Login] [4/22/2002 10:26:58 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65431

ผมรหัส 40 นะครับตอนนี้ทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งผมผ่านการสอบคัดเลือกตั้งแต่ก่อนจบ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้เห็นภาพในมุมมองหลายมุมที่ต่างจากคนอื่น อย่างแรกเลยนะครับปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ และเดี๋ยวนี้ตัวเลือกเขามีมากขึ้นครับ ดังนั้นผมคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรที่จะติดอาวุธให้กับนิสิตของเรา ก็คงต้องมาดูกัน ผมขอแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่(อาจจะไม่ถูกต้องนักนะครับ) 1. สายงานวิชาชีพ คือพวกที่ส่วนมากทำงานด้านที่เรียนโดยตรง เช่น วิศวะ สัตวแพทย์ 2. คือสายทั่วไปซึ่งค่อยข้างกว้างกว่า เช่น บริหาร มนุษยศาสตร์ เราต้องดูก่อนว่าในลักษณะของกลุ่มนิสิตแต่ละกลุ่มนั้นต้องการอะไร เช่นกลุ่ม 1 ต้องการความสามารถเฉพาะทางความเชี่ยวชาญทางวิชาการค่อนข้างมาก ก็จัดกิจกรรมเสริมด้านนี้ให้มากๆ อาจถึงขั้นบังคับในเบื้องต้นเพื่อให้มีความรู้นอกหลักสูตนมากหน่อย จัดโครงการพิเศษที่ได้ใช้ความรู้ออกสู่สังคมเสมือนเป็นการฝึกงาน กลุ่มที่2ก็อาจจะเน้นภาษา คอมพิวเตอร์ ยอมรับไหมครับว่าส่วนใหญ่นั้นภาษาไม่ค่อยดี คอมพิวเตอร์ก็ปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินว่าใครจะได้ทำงาน ก็ลองดูแล้วกันครับเพราะที่ผมกล้าพูดก็เพราะผมเข้าที่นี่ได้ด้วยเกรดที่ต่ำที่สุดในบรรดาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกนะครับ แต่ว่าอาศัยว่าทำกิจกรรมหลายอย่าง ภาษาก็พอได้บังเอิญเรียนภาษาที่3ด้วยเล็กน้อย ก็เลยดูดีกว่าคนอื่นหน่อย ท่านอาจารย์ปัญญาคงจำผมได้ดีถ้าเห็นหน้า แล้วก่อนทำงานที่นี่ผมผ่านการคัดเลือกหลายที่ครับไม่ใช่ที่เดียว ผมเชื่อว่าน้องๆหลายคนก็ทำได้ ทำได้ดีกว่าผมด้วยครับก็ลองไปคิดกันดูครับ ป.ล.ปัจจุบันผมทำงานอยู่บริษัทที่มีโลโก้เป็นช้างน่ะครับ

[26] จากคุณ :[วิศวกร] [ไม่ได้ Login] [4/22/2002 11:13:12 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65458

อาจารย์ครับแล้วสาขาน้องใหม่อย่าง"วิศวกรรมต่อเรือและเครื่องกลเรือ"จบไปจะมีงานรองรับอย่างเพียงพอหรือครับ ถึงแม้ว่ารุ่นแรกอาจจะยังไม่มีปัณหาไนรุ่นนี้แต่รุ่นต่อๆไปละครับในเมื่อนิสิตจบมากขึ้นแต่อู่ต่อเรือยังคงมีบริมาณเท่าเดิม

[27] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [4/23/2002 11:05:45 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65463

ก็อย่างที่คุณ คมขวาน มองและอีกหลายคนที่ให้ความเห็นนะครับ ก็คือว่า
ในอนาคต บัณฑิตของเรา อาจต้องมองข้ามไปถึง การไปทำงานในต่างประเทศ
ทั้งนี้เพราะว่าถ้าการสร้างงานภายในประเทศ มีภาวะตกต่ำ ตัวบัณฑิต ก็ต้องขวนขวายหาทางรอด ก็คงต้องมองมาที่จุดนี้ด้วย (ถ้าเกิดไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้นะครับ)

ดังนั้น จากความเห็นของ คุณ "วิศวกร" ก็คิดว่าถูกแล้ว ที่พวกเรานิสิต จะต้องเตรียมตัวในเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเสริมหลักสูตรภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ เป็นอย่างน้อยนะครับ เพื่อเตรียมตัวออกไปทำงานในต่างประเทศ
กรณีนี้ ก็คล้าย ๆ กับ ที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย และฟิลิปปินส์ ที่บัณฑิตของเขา หางานทำในประเทศไม่ได้ ก็ต้อง export ไปสู่ประเทศอื่น ๆ ก็คล้าย ๆ กับการส่งออกแรงงานเลยครับ แต่เป็นอีกเกรดหนึ่ง ทั้งนี้ก็ดีต่อการนำเงินเข้าประเทศนะครับ

[28] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/23/2002 11:30:35 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65464

ส่วนเรื่องวิศวกรรมการต่อเรือ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ
งานพาณิชย์นาวี ยังไปได้อีกไกล โดยเฉพาะด้านการขนส่ง ยังเติบโตได้เรื่อย ๆ โดยเฉพาะทางภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมด้านงานพาณิชย์นาวี เป็นหลักอยู่แล้ว และงานมันก็ไม่จำเป็นต้องสร้างเรือเสมอไป อาจจะเป็นฝ่ายซ่อมบำรุงก็ยังได้อีก และที่สำคัญงานลักษณะแบบนี้จะออกเป็นเรื่องสากล อยู่มาก คือมีโอกาสไปทำงานต่างประเทศได้สูงมากนะครับ ก็อย่าลืมเรื่องภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ ก็แล้วกันนะครับ ฝึกไว้ก่อนก็มีประโยชน์เสมอครับ

นี่ผมมองด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นนะครับ

[29] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/23/2002 11:38:46 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65465

ส่วนความเห็นของคุณ "ข้อคิดเห็น" ก็น่ารับฟังนะครับ
เป็นความคิดเห็นทางด้าน การขยายโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมองใน Scale ระดับประเทศนะครับ ซึ่ง ม.เกษตร ก็ได้ทำสิ่งนี้ โดยการขยายวิทยาเขต และการเปิดภาคสมทบต่าง ๆ ที่มีมากขึ้น
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าความพร้อมของมหาวิทยาลัยยังไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้
แต่ในกรณีนี้ ก็คือ รับมาก ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่สัดส่วนของบัณฑิตตกงานก็เลยมากขึ้นเช่นกันนะครับ


[30] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/23/2002 11:43:39 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65504

"กรณีนี้ ก็คล้าย ๆ กับ ที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย และฟิลิปปินส์ ที่บัณฑิตของเขา หางานทำในประเทศไม่ได้ ก็ต้อง export ไปสู่ประเทศอื่น ๆ ก็คล้าย ๆ กับการส่งออกแรงงานเลยครับ แต่เป็นอีกเกรดหนึ่ง ทั้งนี้ก็ดีต่อการนำเงินเข้าประเทศนะครับ"

ต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจการเมือง และสังคมของประเทศดังกล่าว ยังจำเป็นต้องการกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถเข้าช่วยกันพัฒนาประเทศในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อที่จะยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ การรักษาพยาบาลหรือการสาธารณสุข เป็นต้น

การศึกษาและพัฒนากำลังคนที่มีความรู้ความสามารถ ถือเป็นการลงทุนทางสังคม กำลังคนดังกล่าวจึงควรอุทิศให้แก่การสร้างสังคมเศรษฐกิจในประเทศของตนเป็นเบื้องแรก และที่สำคัญสังคม/รัฐบาลต้องสร้างทางเลือกในการทำงาน การศึกษาให้แก่ราษฎรของตนเองอย่างเต็มความสามารถ

สังคมทั้งมวล ชีวิตของผู้คนในสังคมทั้งมวลต้องเคลื่อนไปข้างหน้าและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ไปพร้อม ๆ กันในทุก ๆ ส่วนการผลิตของสังคม

สังคมไทย ก็เช่นเดียวกัน เราเป็นสังคมที่ยากจน มีราษฎรในสังคมชนบทอีกมากมายที่มีภาวะความเป็นอยู่เร้นแค้น ยากจน และถูกเอารัดเอาเปรียบ ก็ยังจำเป็นต้องอาศัยกำลังคน กำลังสติปัญญาของเยาวชนคนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ เข้ามาช่วยกันในการพัฒนาประเทศ ให้มีความสุขสมบูรณ์ มีอธิปไตย และยกระดับชีวติความเป็นอยู่ของราษฎรเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้นไป

ขณะที่เยาวชนคนหนุ่มสาวหลายชีวิตในสังคมเมือง ได้รับโอกาสทางการศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูงของรัฐ ด้วยการอุดหนุนค้ำจุนจากเงินภาษีของราษฎรทั้งแผ่นดิน นั่นคือราษฎรส่วนใหญ่ที่ยึดอาชีพเกษตรเกรรม อันเป็นพลังการผลิตที่สำคัญของสังคมไทย ในขณะเวลาเดียวกันนั้นเยาวชนคนหนุ่มสาวหลายชีวิตในสังคมชนบท ต้องทำงานอยู่ท่ามกลางเปลวแดด กลางผืนดินนาไร่ เพื่อสร้างผลผลิตทางการเกษตรเลี้ยงชีวิตคนเมือง และเป็นสินค้าส่งออกเพื่อนำรายได้เข้ามาสู่ประเทศ และส่วนหนึ่งนำมาเป็นงบประมาณแผ่นดินเพื่ออุดหนุนการศึกษาสำหรับเยาวชนคนหนุ่มสาวอีกกลุ่มหนึ่ง

ดังนั้นสถาบันการศึกษาระดับสูงรัฐ นอกจากจะทำหน้าที่ในการถ่ายทอดวิชาความรู้แล้ว ยังควรต้องปลูกมโมธรรมสำนึกในการรับใช้สังคมของตนให้แก่เยาวชนคนหนุ่มสาวเหล่านั้น ในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าผู้อื่น

ยกตัวอย่างที่เป็นพื้นฐานที่สุดโดยสังเขปในเรื่อง "การถ่ายโอนแรงงานในลักษณะการครองเหนือกว่าของประเทศคู่สัญญา โดยผ่านการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา หรือการศึกษานานาชาติ หรือ ฯลฯ"

สมมติว่า สังคมอุตสาหกรรมประเทศคู่สัญญา การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น สาธารณสุข มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ลงทุนพัฒนา แพทย์ พยาบาล เพื่อดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยในสังคมของตน

ทางเลือกของการใช้ทรัพยากรและค่าเสียโอกาสทางเศรษฐศาสตร์ของสังคม ได้ถูกวางแผนและกำหนดทางเลือกขึ้นว่า ในแผนระยะ 5 ปีนี้ ต้องการแพทย์ด้านศัลยศาสตร์ ระบบประสาท 1 คนต่อประชากร 10 คน พยาบาล 20 คน ต่อประชากร 100 คน หากมีสังคมเยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีศักยภาพที่จะได้รับการพัฒนาตามเป้าหมายดังกล่าวอยู่แล้ว 21 คน แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับแพทย์ด้านศัลยศาสตร์ 1 เท่ากับพยาบาล 20 คน

ทางเลือก ควรเดินทางไปทำสัญญาแลกเปลี่ยนทางการศึกษากับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อนำเข้าแรงงานพยาบาลราคาถูกจากประเทศเหล่านั้น โดยทำสัญญาการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาด้านพยาบาลและฝึกงานแบบมีเงินเดือนให้ จำนวน 20 คนเป็นระยะเวลา 5 ปี

ดังนั้น สังคมของประเทศคู่สัญญา จึงสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่ไปผลิตแพทย์ด้านศัลยแพทย์โดยใช้ค่าจ่ายจากการหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการผลิตพยาบาล 20 คน และสังคมยังมีเยาวชนคนหนุ่มสาวอีก 20 คนที่มีศักยภาพพอที่จะให้การศึกษาและพัฒนาไปในสาขาวิชาชีพอื่นที่สำคัญกว่า สร้างผลตอบแทนให้แก่สังคมได้มากกว่าการเป็นพยาบาล เป็นต้น

ผลดี สำหรับประเทศคู่สัญญา ลดการลงทุนทางสังคมและใช้ไปในทางเลือกอื่น ๆ ที่มีลำดับความสำคัญสูงกว่า

ผลเสีย -
ผลดี สำหรับประเทศกำลังพัฒนา มีเงินรายได้เข้าประเทศจากแรงงานข้ามชาติ
ผลเสีย ขาดกำลังแรงงานที่ควรอุทิศตัวแก่การสร้างสังคมเศราฐกิจของตนเอง ฯลฯ เป็นต้น

[31] จากคุณ :[คมขวาน] [ไม่ได้ Login] [4/23/2002 5:18:08 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65507

คุณ "คมขวาน" มองไปที่ด้านจิตสำนึกที่นิสิต ควรจะพึงรู้และควรพึงที่จะรับใช้สังคมรับใช้ประเทศ ในฐานะผู้ได้รับโอกาสที่ประชาชนมอบให้ ผ่านทางภาษีที่รัฐหรือประชาชนสนับสนุนมาให้ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าที่ตนเองออกค่าใช้จ่ายเสียอีก เท่าที่รู้ รัฐออกให้ 80 : นิสิตออกเอง 20

แต่ไม่รู้ว่า ตัวนิสิตจะตระหนักรู้จิตสำนึก การรับใช้ชาติอย่างนี้หรือไม่ ทั้งในระหว่างเรียน ระหว่างทำกิจกรรม จนกระทั่งจบเป็นบัณฑิต และเข้าไปทำงานหรือไม่

แล้วตัวอาจารย์หรือฝ่ายบริหาร ได้หมั่นกล่าวถึงหรือปลูกจิตสำนึก ในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ แต่เท่าที่ทราบมาในตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ทำโครงการ "การทดลองรูปแบบการพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย" ตอนนี้ก็เป็นรุ่นที่ 2 แล้ว และกำลังพยายามทำเป็นเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ก็คือ "สอนกลยุทธการสอดแทรกจริยธรรมในระหว่างการสอนให้กับอาจารย์" คือก็ต้องยอมรับว่าอาจารย์หลายท่าน ไม่ได้จบวิชาครูมาโดยตรง ส่วนใหญ่จบทางสายอาชีพมากกว่า เรื่องแบบนี้ก็คงต้องจัดอบรมให้อาจารย์เขาด้วยนะครับ โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่ และเอาไว้ผมจะเสนอทางคณะทำงาน ให้บรรจุเรื่องจิตสำนึกด้านการรับใช้ชาติ หรือรักชาติแบบมีเหตุมีผล เข้าไปในกระบวนการอบรมด้วย คือผมมองว่า "การจะสอนเด็ก ตัวเราเองก็ต้องเป็นแบบอย่างด้วย แต่แค่นี้ไม่พอ มันก็ต้องมีกลยุทธในการสอนด้วย เพราะต้องสอนแบบสอดแทรกในวิชาที่ตัวเองกำลังสอนอยู่นะครับ"

===========================
แต่ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าบัณฑิตเรายังตกงานอย่างนี้อยู่ จะให้ใจไปคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ผมว่าอาจจะยากอยู่ คือปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิต ยังไม่มั่นคง ผมว่าด้วยสังคมแบบนี้เขาก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อนเป็นแน่แท้ ยังไงพวกเราก็ต้องทำศึกนี้ ในหลาย ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน จะหนักที่ตัวใดตัวหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะมันเสริมซึ่งกันและกันอยู่
ดังนั้นในโอกาสที่พวกเราจะช่วยเขาได้ ส่วนหนึ่งก็ต้องช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้ ก็ด้วยการจัดอบรมอาชีพเสริม และสร้างทัศนคติอย่างที่จมไม่ลง (อย่างที่คุณ "ข้อคิดเห็น" ได้บอกมา) และก็พร้อมกับการปลูกจิตสำนึก โดยสอดแทรกอยู่ในกระบวนการเรียนการสอน และการทำกิจกรรม (เน้นที่ด้านเรียนรู้และสัมผัสชีวิตคนชนบท เกษตรกร คนยากคนจน คนด้อยโอกาส และเรียนรู้หรือศึกษาปัญหาของประเทศ)

================================

ส่วนที่คุณ "คมขวาน" มองเรื่องแรงงานข้ามชาติ นั้นเห็นด้วยครับ
ไหน ๆ ก็จะส่งบัณฑิตเราไปทำงานข้ามประเทศแล้ว เราก็ต้องฉลาดที่จะจัดการด้านการแลกเปลี่ยนแรงงาน ไม่ใช่ปล่อยไปโดยขาดการจัดการ ก็จะเกิดปัญหาสมองไหล และความไม่สมดุลของแรงงานในประเทศ
โดยภาคแรงงาน มหาวิทยาลัยอาจจะไม่มีหน้าที่ แต่มหาวิทยาลัยก็พอทำได้ในกรอบด้านการผลิตนิสิตนักศึกษา(ที่จะไปป้อนสู่ระบบแรงงาน) ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนกันด้านการผลิตบัณฑิตในระหว่างประเทศที่ขาดด้านนี้ แต่ล้นด้านนี้ ก็แลกกัน ผมว่าก็ไม่เลวครับ ก็แก้ได้อีกทางหนึ่ง

แต่จะทำเรื่องนี้ได้ ต้องนำตัวเลขต่าง ๆ ที่ได้สำรวจจากภาครัฐ และการประเมินอนาคตแนวโน้มเศรษฐกิจที่ต้องแม่นยำพอสมควร เพราะมันต้องคาดการณ์ไปล่วงหน้าถึง 4 ปี ทีเดียว ยิ่งเศรษฐกิจอย่างนี้ และการโยกย้ายของทุนข้ามชาติกันในกระพริบตาเดียวด้วยรูปแบบเงินอิเลคทรอนิกส์ ผมว่าการคาดการณ์บางอย่างอาจจะคลาดเคลื่อนได้บ้าง เหมือนอย่างช่วงฟองสบู่ที่เราวางแผนกันผิดพลาด คาดการณ์ผิดไปเยอะ เหตุการณ์มันเปลี่ยนเร็วมาก ผมก็เป็นห่วงตรงนี้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าจะทำเรื่องนี้ ก็คงต้องจับสาขาที่ชัวร์แน่ ๆ ว่าอนาคตขาดแคลนจริง ๆ ไม่แปรผันตามเศรษฐกิจ ก็น่าจะเป็นไปได้ครับ

[32] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/23/2002 7:08:28 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65513

ผมเป็นคนหนึ่งที่จะเข้าปี1 สาขาพันธุศาสตร์ พอมาอ่านเจอว่าสาขาเกี่ยวกับชีวภาพตกงานเป็นเปอร์เซ็นต์มากที่สุดก็รู้สึกหวั่นๆๆครับ แต่ผมใช้เวลามานานกว่าจะตัดสินใจว่าจะเรียนเกี่ยวกับทางด้านนี้ก็เคยทำใจมาก่อนแล้วว่าจะเจอปัญหาอะไรบ้าง ตอนนี้สิ่งที่ผมพอจะทำได้ก็คงคือ ทำตัวเองให้ดีที่สุดใช่ไหมครับ

[33] จากคุณ :[ว่าที่นิสิต] [ไม่ได้ Login] [4/23/2002 8:51:27 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65515

ใจเย็น ๆ ครับ น้อง ๆ
ข้อมูลพวกนี้ เป็นข้อมูลที่สอบถามจากบัณฑิตที่จบใหม่ ช่วง 3 เดือนแรกหลังจากที่จบการศึกษาแล้วนะครับ
คือช่วงนั้นเป็นช่วงของการตระเวณหางาน บัณฑิตอาจจะเลือกงานก็ได้นะครับ
หรือไม่ก็ ข่าวสารการรับสมัครงาน อาจจะไม่ถึงตัวบัณฑิตมากนัก ข้อมูลพวกนี้ยังเบี่ยงเบนอยู่มากครับ แต่ถ้าจะสำรวจช่วงหลังจากการรับปริญญาบัตร ผมมองว่าคงจะสำรวจได้ยาก และจำนวนประชากรของการสุ่มข้อมูลคงจะได้ไม่มากเท่านี้

แต่ยังไงก็แล้วแต่
ผมมองว่า ตัวมหาวิทยาลัยก็คงต้องมีบทบาทมากขึ้น ก็ต้องสร้างหลักประกันเรื่องนี้ให้กับบัณฑิตด้วย เท่าที่พอจะทำได้ แต่ผมมั่นใจว่าทำได้แน่ เช่นในด้านต่าง ๆ เหล่านี้

1.ประสานระหว่างผู้จ้างงานกับบัณฑิต

2.จัดฝึกอบรมเสริมอาชีพต่าง ๆ หรือฝึกประสบการณ์เสริมต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการหางาน

3.จัดฝึกความรู้และให้ประสบการณ์จากการเป็นผู้ประกอบการเอง (คล้าย ๆ โครงการ SME ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถทำได้) โดยนำความรู้ในสาขาวิชาชีพมา Apply ยกตัวอย่าง อย่างพันธุศาสตร์นะครับ ผมเห็นในงานเกษตรแฟร์ ก็มีคนนำต้นผลไม้พันธุ์ยักษ์ หรืออะไรยักษ์ ๆ มาวางขาย คนแห่ซื้อกันตรึมเลย อย่างนี้เป็นต้น คือเราต้องรู้จักนำความรู้มา Apply แล้วใส่เทคนิคทางการทำตลาด การขาย อะไรทำนองนี้เข้าไป แน่นอนว่าก็คงไม่ตกงานแล้วครับ แถมเป็นเถ้าแก่อีกต่างหาก อย่ามองว่าเรียนสาขานี้แล้วต้องทำงานห้อง Lab หรือต้องเป็นลูกจ้างเขาอย่างเดียวนะครับ

4.มหาวิทยาลัยอาจช่วยมองหาแหล่งงานอื่นในต่างประเทศให้กับบัณฑิตให้มากขึ้น จะโดยผ่านทางระบบการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาก็ได้

อะไรอย่างนี้นะครับ

[34] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/23/2002 9:00:24 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65556

"คุณ "คมขวาน" มองไปที่ด้านจิตสำนึกที่นิสิต ควรจะพึงรู้และควรพึงที่จะรับใช้สังคมรับใช้ประเทศ ในฐานะผู้ได้รับโอกาสที่ประชาชนมอบให้ ผ่านทางภาษีที่รัฐหรือประชาชนสนับสนุนมาให้ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าที่ตนเองออกค่าใช้จ่ายเสียอีก เท่าที่รู้ รัฐออกให้ 80 : นิสิตออกเอง 20

แต่ไม่รู้ว่า ตัวนิสิตจะตระหนักรู้จิตสำนึก การรับใช้ชาติอย่างนี้หรือไม่ ทั้งในระหว่างเรียน ระหว่างทำกิจกรรม จนกระทั่งจบเป็นบัณฑิต และเข้าไปทำงานหรือไม่"

นิสิตจะรู้ได้อย่างไรครับ ในเมื่อผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองนี้ยังไม่รู้เลยมังครับ
นิสิตเป็นอย่างไร ควรโทษคนที่สอนเขาครับ เราสอนเขาได้แค่นี้เอง

คิดดูซิ เด็ก ๆ นิสิตเหล่านี้ อายุก็ไล่เรียงเป็นเหมือนลูกหลานเรา สะอาดเหมือนผ้าขาว เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย เรามีหน้าที่ต้องขัดเกลาจิตใจเขา ด้วยการประพฤติปฎิบัติให้เขาเห็นครับ ไม่ไช่จัดโครงการสารพัดเพื่อปลูกฝังสารพัดจิตสำนึกหรอกครับ ผู้ใหญ่นี่ละทำตัวอย่างให้เขาเห็น สอนเขาเหมือนกับที่คุณตั้งใจอบรมสั่งสอนลูกหลานของคุณเอง

“วิธีการที่ดีที่สุดในการอบรมเด็กก็คือ การอบรมตัวท่านเองไปด้วยพร้อม ๆ กัน ไม่ต้องเตือนเขา แต่จงให้เขาเห็นอยู่เสมอว่าท่านเองทำในสิ่งที่ท่านจะเตือนเขา”

“คุณธรรมมีอยู่ 2 ชนิด คือ ทางปัญญาและทางศีลธรรม คุณธรรมประการแรกนั้นเกิดจากการได้รับการสั่งสอน ส่วนประการหลังนั้นเกิดจากการฝึกอบรมบ่มนิสัย ลักษณะนิสิยนั้นเกิดจากการกระทำ หน้าที่เบื้องต้นของผู้ออกกฎหมายอยู่ที่การทำให้ประชาชนเป็นผู้มีคุณธรรมทางศีลธรรมมากกว่าให้เป็นผู้มีศีลธรรมทางปัญญา เพราะมนุษย์เรานั้นไม่ได้มีศีลธรรมโดยธรรมชาติ และมนุษย์ไม่ได้มีศีลธรรมโดยขัดกับธรรมชาติ แต่มนุษย์นั้นถูกปรับโดยธรรมชาติให้รับคุณธรรมซึ่งทำให้สมบูรณ์ได้โดยนิสัย” (อาริสโตเติล)

เช่นเดียวกับการปฏิรูปทางการศึกษาทุกวันนี้ แทนที่จะทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนและเข้าใจในหลักคำสอนของพุทธศาสนา ที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติ รู้จักศาสนาตามที่ตนเองบอกว่านับถือ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งในทางการศึกษา การเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้ แต่กลับปฏิรูปการศึกษาด้วยการส่งเสริมวิธีการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการประกันคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมสารพัดวิธีการเทคโนโลยีสารสนเทศ ทุกอย่างแบบตะวันตก ด้วยถ้อยคำที่สวยงาม และมองหาช่องเอาประโยชน์จากเงินภาษีอากรของประเทศชาติ ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการ สำนักงาน สถาบัน ที่ปรึกษา หรือจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อดูดเงินเข้าพรรคการเมือง และกระเป๋าของข้าราชการระดับสูง

หากกระสันอยากจะจัดการศึกษาเชิงรุก การศึกษาเชิงธุรกิจ ก็รวมหัวกันทั้งคณะออกไปกู้เงินแบงก์ซื้อที่ จ้างคน สร้างตึกสร้างอาคารเรียน และที่สำคัญตั้งชื่อมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเองด้วยซิครับ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีฝีมือ และไม่เอาเปรียบมหาวิทยาลัยเอกชนที่เขาทำมาหากินทางด้านนี้มานาน ด้วยความยากลำบาก

…….ทุกคนวุ่นวายอยู่ด้วยเรื่องผลประโยชน์ทางวัตถุของตนแต่อย่างเดียว มองเห็นผลของการกระทำที่ตนพึงจะได้รับในวันข้างหน้า เพียงชั่วอายุขัยของตนเอง แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นแก่สังคม ก่อผลสะเทือนไปอีกหลายชั่วรุ่นอายุคน…….

[35] จากคุณ :[คนนอกคอก] [ไม่ได้ Login] [4/24/2002 10:15:27 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65567

ขออนุญาตคัดลอกบทความ “แนวทางการพัฒนาการศึกษาไทย: บทวิเคราะห์เบื้องต้น” ของอาจารย์เสน่ห์ จามริก มาให้อ่านครับ

“แนวทางการพัฒนาการศึกษาไทย: บทวิเคราะห์เบื้องต้น”
ความนำ:กรอบการวิเคราะห์

..........................ในการพิจารณาศึกษาแนวทางพัฒนาการศึกษาไปในทิศทางที่พึงประสงค์ มีประเด็นของหลักการที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและรับรู้ร่วมกันอย่างน้อย 2 ประการ ซึ่งเกี่ยวข้องกันคือ ประการแรกเกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทหน้าที่ของการศึกษาเอง และประการที่สองเกี่ยวสัมพันธภาพระหว่างเศรษฐกิจกับการศึกษา

..........................สำหรับประเด็นเรื่องสถานภาพและบทบาทหน้าที่ของการศึกษานั้น หลักการเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่า เจตนารมณ์ของการศึกษามีอยู่เพื่อการพัฒนาคน ดังนั้นในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม การศึกษาจึงเป็นภารกิจทางสังคม ที่มีบทบาทหนั้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของทรัพยากรคนในสังคม ปัญหามีอยู่ต่อไปว่า “ทรัพยากรคน” อันเป็นเป้าหมายของการศึกษา จะเป็นที่เข้าใจกันอย่างไร และในขอบเขตเช่นใด รวมทั้งข้อที่ว่า อะไรคือสิ่งที่การศึกษาพึงประสงค์ให้ทรัพยากรคนของชาติบรรลุถึง

..........................จากแง่มุมของเจตนารมณ์เพื่อการพัฒนาคน สมมติฐานหลักของการศึกษาย่อมมีอยู่ว่า “ ทรัพยากรคน” พึงต้องเป็นที่เข้าใจกันในความหมายโดยส่วนรวมไม่ใช่เพียงโดยแยกส่วน ดังที่ท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีนักการศึกษาคนสำคัญของไทยเราเอง เคยให้ข้อสังเกตไว้เมื่อ 70 ปี มาแล้วว่า :-


..................................................“การจัดการศึกษาเฉพาะสำหรับหมู่คณะ ถึงจะจัดให้สูงสุดเพียงใดก็ ไม่ใช่กำลังอันแท้จริงของชาติ บราวนิ่ง กวีผู้ขึ้นชื่อได้กล่าวไว้ว่า “อย่าเพียรสร้างแต่ยักษ์และเทวดาเลย จงพยายามยกคนทั้งชาติให้สูงพร้อมกันเถิด” อันนี้เป็นคติสำหรับการศึกษาสมัยนี้ ซึ่งต้องผันแปรไปเป็นการศึกษาสำหรับชาติ… เมื่อฐานะแห่งชาติหรือคนทั้งหมดได้เขยิบขึ้นสูงแล้ว ย่อมมีกำลังที่จะต่อสู้กับชาติอื่นๆ ได้ทุกวิถีอาชีพ…..”


..........................จากเกณฑ์ความเข้าใจถึงสถานภาพและบทบาทหน้าที่ของการศึกษาดังกล่าวนี้เอง ลักษณะความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจกับการศึกษาจึงน่าจะเป็นที่ชัดเจนกันได้ และตามความเป็นจริงแล้ว นับเป็นองค์ประกอบอันหนึ่งอันเดียวกันเปรียบเสมือนเหรียญด้านหัวกับด้านก้อย กล่าวคือด้านหนึ่งบอกถึงสภาวะทางปัญญาความรู้ของทรัพยากรคน อันหมายถึง “คนทั้งหมด” ภายในชาติ กับอีกด้านหนึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงสภาวะทางเศรษฐกิจ หรือ “ฐานะแห่งชาติ” โดยส่วนรวม พิเคราะห์จากแง่มุมของการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรคนกับการพัฒนาเศรษฐกิจนับเป็นกระบวนการอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะในที่สุดแล้ว โดยนัยทางเศรษฐกิจสังคม การศึกษาเท่ากับเป็นกระบวนการสร้างและสะสมทุนทางปัญญาความรู้และทักษะ ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของทุนและวิทยาการตลอดจนวัตถุปัจจัยอื่นๆ ทั้งหลาย องค์ประกอบด้วยด้านวัตถุปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ อาจนำมาใช้ป็นเครื่องวัดหรือตัวบ่งชี้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศชาติได้ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็จะต้องไม่ลืมว่าบรรดาองค์ประกอบด้านวัตถุปัจจัยเช่นว่านี้เอง เป็นเพียงผลอันเนื่องมาจากกำลังทุนทางปัญญาความรูเป็นรากฐาน ด้วยเหตุนี้ กำลังฐานะทาเศรษฐกิจที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับกำลังทรัพยากรคนทั้งมวล ซึ่งเป็นแหล่งสร้างและสะสมกำลังทุนทางปัญญาความรู้ภายในชาติ

..........................ดังนั้น โดยบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาคน การศึกษาจึงเป็นภารกิจเกี่ยวข้องอย่างสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งนี้ไม่ว่าจะมองกันในส่วนของปัจเจกบุคคล หรือในระดับเศรษฐกิจชาติ และอันที่จริงแล้วทั้งสองระดับ คือ ปัจเจกบุคคลและสังคมส่วนรวมต่างมีส่วนสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกัน โดยนัยของแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคที่ว่า ผลประโยชน์ของชาติเป็นผลรวมมาจากผลประโยชน์ส่วนปัจเจกบุคคล เราก็อาจกล่าวได้ในทำนองเดียวกันว่า กำลังฐานะทางเศรษฐกิจของชาติ เป็นผลรวมมาจากกำลังฐานะของคนภายในชาติ

..........................ในเมื่อการศึกษามีความหมายความสำคัญถึงเช่นนี้ คำถามที่ตามมาก็คือว่า โอกาสทางการศึกษาที่เป็นอยู่ได้เปิดให้กับปัจเจกบุคคลและกลุ่มชน “อย่างทั่วถึงและสอดคล้อง” ต่อการพัฒนาศักยภาพทางภูมิปัญญาของเขา หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้เพื่อว่า การศึกษาจะได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาคนให้เป็น “กำลังอันแท้จริงของชาติ” และสามารถ “มีกำลังที่จะแข่งขันต่อสู้กับชาติอื่นๆ ได้ทุกวิถีอาชีพ” สืบไป รวมความแล้วเศรษฐกิจของชาติจะดีขึ้นหรือเลวลงไม่ใช่จะมาวัดกันที่ระดับฐานะรายได้หรือวัตถุปัจจัยต่างๆ ภายนอก หากจะต้องดูกันที่ทรัพยากรคนทั้งมวล ซึ่งเป็นตัวจักรของการพัฒนาที่แท้จริง..........................

[36] จากคุณ :[คมขวาน] [ไม่ได้ Login] [4/24/2002 11:53:38 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65591

ก็คงต้องยอมรับครับ
ก็ขอให้กระทู้นี้ มีอาจารย์หลาย ๆ ท่านเข้ามาอ่านด้วยเถอด...
อย่างที่มีคนบอกเสมอว่า "บริหารอาจารย์นี่ ยากกว่าบริหารบริษัทอีกนะครับ"

แต่เนื่องจากผมรู้เรื่องการบริหารการศึกษาน้อยมาก อาจเพราะประสบการณ์ยังน้อยอยู่ ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า จะทำอย่างไร ก็รู้อยู่ว่าที่ทำกันอยู่นี้ยังไม่เพียงพอ

สมมติว่ามีการบอกกล่าวกับอาจารย์ทุกท่านแล้วในเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะปรัชญาด้านการศึกษาที่ควรปลูกฝังต่ออาจารย์..พวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า อาจารย์ทุกท่านจะมีความคิดในเรื่องอย่างนี้ หรือซึมซาบจนมีผลทางการปฏิบัติอย่างแท้จริง อะไรคือหลักประกันที่จะทำให้เกิดเรื่องอย่างนี้

มีใครพอจะเสนอแนวทางที่พอเป็นรูปธรรมได้ไหมครับ

[37] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/24/2002 2:53:40 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65600

เจ้าของบริษัทสามารถไล่คนออกได้นี่ครับ และที่สำคัญเจ้าของบริษัทและพนักงานทุกคนทำเพื่อความมั่นคงของบริษัท ที่จะส่งผลต่อฐานะความมั่นคงของตนเอง ครอบครัว และสังคมด้วยครับ

หากเจ้าของบริษัทบริหารบริษัทโดยธรรม แบ่งปันความทุกข์สุข และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินธุรกิจอย่างยุติธรรม ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวก เอาทรัพยากร ประโยชน์ของบริษัทไปเป็นของส่วนตัว พนักงานทุกคน เขาย่อมอุทิศตัวถวายตัวให้แก่งานอย่างเต็มกำลังครับ

เจ้าของบริษัทที่ดี ย่อมบริหารงานที่คำนึงถึงการจัดหาสวัสดิการขั้นพื้นฐานแก่พนักงาน และหนทางก้าวหน้าแก่อนาคตของพนักงานทุกคนทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า และความรับผิดชอบต่อสังคม

บริหารอาจารย์เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าละครับ ผมมองไม่เห็น เห็นแต่ทุกคนเป็นเทวดาไปหมด และแบ่งชั้นแบ่งศักดิ์กันด้วย ก. คือ เทวดา ข. คือ ขี้ข้า ค. คือ ควายครับ สังคมใด องค์กรใดขาดความยุติธรรมเป็นพื้นฐาน ก็ยากที่จะพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าได้ครับ...

[38] จากคุณ :[นายขมขื่น] [ไม่ได้ Login] [4/24/2002 3:37:21 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65618

อืมห์...
เรื่องเหล่านี้ สุดท้ายเวียนกลับเข้ามาสู่ กลไกการบริหารที่ยังผูกติดกับระบบราชการของมหาวิทยาลัยนั่นเอง ต่อให้เราป้อนปรัชญาหรือทัศนคติเข้าไป แต่แน่นอนว่ามีทั้งคนที่รับได้กับรับได้น้อย หรือไม่รับเลย แล้วเราก็ไม่มีมาตรการมาจัดการ แต่ในระบบปัจจุบันนี้เราทำได้แค่ขอความร่วมมือเท่านั้น จะทำถึงขั้นตัดเงินเดือนหรือไล่ออก บางครั้งอาจโดนฟ้องกลับได้ง่าย ๆ ว่าเอาอะไรมาวัดว่าแค่นี้แค่ไหนถึงโดน เพราะมันเป็นเรื่องคุณภาพที่ไม่สามารถวัดได้ง่าย ๆ สุดท้ายก็สอบไปสอบมาก็ยาวเป็นปี จนเบื่อทั้งคนสอบและคนถูกสอบ

ถ้าทำอย่างเอกชนมีความคล่องตัวในการออกกฏระเบียบการบริหารบุคคล แต่ระบบราชการต้องมาออกเป็นร่าง พรบ. (นี่ผมเดาแล้วครับ ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้มากนัก) ซึ่งยุ่งยากมาก เป็นปีกว่าจะยุติ

ผมเคยได้ฟังคำเปรียบเปรยทุกครั้งว่า ถึงแม้เราจะมีผู้บริหารดีแค่ไหน แต่ถ้าผู้บริหารจะปราบคนที่ไม่ดี ปรากฏว่ากลไกไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้นได้ง่าย เพราะเจอกระบวนการสอบสวนที่ลากยาว กระบวนการเล่นพรรคเล่นพวกที่ฝั่งรากลึกมากในระบบอุปถัมภ์ ..จนกระทั่งผู้บริหารหมดวาระหรือเกษียรไปแล้ว แต่คนที่ไม่ดีก็ยังอยู่เป็นปกติ ก็เหมือนที่เขากล่าวขานกันทุกครั้งว่า "ระบบราชการเข้าง่าย ออกยาก" และ "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ ก็อยู่ได้ แล้วเดี๋ยวขั้นก็ขึ้นเอง ตามคิว" และในบางครั้งการได้มาซึ่งผู้บริหาร ในบางครั้งก็ต้องผ่านระบบอุปถัมภ์นี้เหมือนกัน ในระดับประเทศก็เป็นเช่นนี้แทบจะทั่วไปหมดดังที่ข่าวคราวที่ออกมา

ถ้าอย่างนั้นเป็นไปไหมว่า กลไกการบริหารของมหาวิทยาลัยไม่ควรผูกติดกับระบบราชการ แต่ระบบงบประมาณยังคงผูกติดอยู่กับภาครัฐ ยังงี้จะเหมาะสมหรือไม่ หรือมันไปด้วยกันได้หรือไม่ครับ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อออกนอกระบบราชการแล้ว จิตใจของคนในระบบก็ยังเป็นราชการอยู่หรือเปล่า หรือว่าจะอยู่ในระบบราชการ แต่ให้แก้ไขเฉพาะระเบียบการบริหาร หรือกระบวนการยุติธรรมด้านการประเมินผลงาน เอาเฉพาะตัวที่เป็นจุดอ่อน ยังงี้จะได้หรือเปล่า

สรุปว่า..ผมคิดว่า ผู้นำของระบบ กับตัวระบบเอง มันต้องดีทั้งคู่ ผู้บริหารฉายเดี่ยว ดีอยู่คนเดียว ไม่นานนักก็ต้องโดนตัวระบบที่ไม่ดีเล่นงาน หรือสอยจนร่วง หรือไม่ก็วางยาไว้ หรือไม่เช่นนั้นผู้บริหารเองก็จะเบื่อหน่าย เห็นว่าแก้อะไรก็ไม่ได้ ติดขัดระเบียบไปหมด สุดท้ายก็อยู่ ๆ กันไปอีก
==========================================

ยังไง ก็ขอความคิดเห็นจากนิสิต มาก ๆ หน่อยนะครับ กระทู้นี้ ไม่ค่อยมีนิสิตมาตอบเลย เห็นมีแต่อ่านอย่างเดียว และมีจำนวนคนอ่านเยอะด้วย ..สงสัยว่า ไม่รู้จะให้ความเห็นอย่างไร หรือว่า ที่พวกเราคุย ๆ กันอยู่นี้ สไตล์วิชาการมากไปจนนิสิตไม่กล้ามาให้ความเห็นกันหรือเปล่านะครับ
เอ้ามาช่วยกัน monitor มหาวิทยาลัยหน่อย ในฐานะนิสิตคือผู้ได้รับผลกระทบนะครับ

[39] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/24/2002 7:43:23 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65619

ผมคิดว่าปัญหาที่บัญฑิตว่างงานนั้น น่าจะมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศในส่วนหนึ่ง เป็นผลให้การว่าจ้างงานมีน้อยลง ในขณะที่มหาวิทยาลัยได้ผลิตบัญฑิตมากขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่เป็นปัญหาในระดับประเทศด้วย

[40] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [4/24/2002 7:55:18 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65621

น้อง ๆ ก็ไม่ต้องตกใจ อย่างที่เขาบอกมันเป็นปัญหาระดับประเทศไปแล้ว ไม่ง่ายนักที่จะแก้ไขเรื่องอย่างนี้ได้ง่าย ๆ และให้ทันใจ
เพียงแต่เราโชคร้ายที่ขึ้นเป็นอันดับ 2 เนื่องจากเราผลิตบัณฑิตเยอะมาก ถ้าเราผลิตน้อย น้อง ๆ อีกหลายคนก็คงไม่มีโอกาสได้มาเข้าเรียนที่ ม.เกษตร ซึ่งก็เหมือนกับเราผลักให้น้อง ๆ เหล่านี้เขาต้องไปเรียนที่ ม.แห่งอื่น อย่างเช่น ม.ระบบเปิด เสร็จแล้วก็ต้องมาเป็นส่วนหนึ่งในตัวเลขสถิติของบัณฑิตตกงาน ของ ม.เปิด แห่งอื่นไป มันเป็นกงกรรมกงเวียนของประเทศในช่วงนี้นะครับ

การแก้ที่ถูกจุดในระดับประเทศก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างที่หลายคนบอกนั่นเอง ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น ปัญหาการว่างงานก็จะน้อยลงครับ อย่างที่ข้างบนบอกนะครับ

[41] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/24/2002 8:36:44 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65750

ขอพูดถึงการนัดพบผู้ประกอบการที่เคยไปดูมา (เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกค่ะ เพราะเพิ่งเข้าปี1) ดูๆไปก็จะไปมีน้ำหนักอยู่แต่กับบางสายงานเท่านั้น เดินไปกับเพื่อนๆมีแต่คนบ่นว่าจะออกไปเอนท์ใหม่ ... ต้องยอมรับว่าที่ดูวันนั้น แทบไม่มีสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ซึ่งกำลังเรียนอยู่)เลย

ปัญหาที่นิสิตอย่างดิฉันพบขณะนี้คือ กระแสของ"ข่าวลือ" ต่างๆนานา ว่าเรียนคณะนั้น ไม่ตกงานแน่นอน และที่แย่ยิ่งกว่าคือ "เรียนวิทยาศาสตร์จบไปจะไปทำมาหารับประทานอะไรได้" ปัญหานี้มีผลมากต่อ trend การเอนท์ใหม่ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจเข้ามาเรียนที่นี่เป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนนเหลือเฟือ พอมาเจอเรื่องแบบนี้ ถึงจะมุ่งมั่นแค่ไหนก็เริ่มท้อบ้างเหมือนกัน เวลาที่มองไปรอบๆแล้วเห็นคนที่ไม่เอนท์ใหม่มีแค่ประมาณไม่ถึง 10% จากทั้งเมเจอร์ จะมีใครหยุดข่าวลือที่ว่านี้ได้ไหมคะ (ส่วนเรื่อง Academic reputation ของมหาวิทยาลัยเป้าหมายของหลายๆคนนั้น มีเยอะพอกันแต่ขอไม่เอ่ยถึง ขอแค่เรื่องตลาดแรงงานก่อน) ดิฉันพอใจในการเรียนค่อนข้างมาก แต่การเลี้ยงปากท้องและครอบครัวย่อมเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในชีวิตบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง

เคยเห็น"บริการจัดหางานและศึกษาต่อ" ของกิจการนิสิต ดูแล้วก็ให้วังเวงชอบกล ไม่รู้จะสรรหาคำว่าอะไรมาอธิบายค่ะ ต้องลองเข้าไปดูกันเอง ไม่ได้แปลว่าแย่นะคะ แต่นิสิตสาขาที่ไม่ค่อยมีงานทำบางประเภทเข้าไปดูก็ยังไม่ค่อยเห็นอนาคตอยู่ดี อันที่จริงอยากให้มีส่วนแนะนำอาชีพอยู่ในเวบไซต์ของทุกคณะด้วยซ้ำ (จริงๆต้องการมากกว่านี้แต่พอก่อน) ดิฉันชอบweb แนะนำอาชีพอยู่ที่หนึ่ง อยากให้เข้าไปดูกัน คือที่ prospects ลิงค์กับ Imperial College ^www.ic.ac.uk^ ที่พอใจเพราะที่นั่นเขาสอนวิทยาศาสตร์มังคะ ดิฉันดูไปทั่วที่โน่นที่นี่ มีอีกที่หนึ่ง ^www.newscientistjobs.com^ ดูที่ graduate ตัวอย่าง

ACCOUNTANCY
VITAL STATISTICS

The Pay:£15-28,000
Credentials:2:1/2:2 Degree pass. It is possible to study straight from A levels
Skills:Need to be a good communicator and problem solver as well as being organised and able to prioritise.
Personality:Independent, creative, discreet and trustworthy.
Globetrotting:ACA qualification recognised around the world making the world your calculator!
Sell it to me!
No longer number crunching, accountancy is shedding its "boring" image.

There appears to be real chemistry between science graduates and accountancy.
For nearly two decades, vast numbers of graduates have left a potentially successful career in science to become leading figures in business - accountants to you and me. This is hardly surprising looking at the demand for accountants in the UK. There is currently one qualified accountant for every 300 of us; a further 100,000 trainees are trying to become one.

The right stuff!

Science graduates generally possess what many firms and companies are looking for: numeracy, the ability to work as part of a team, and leadership skills. Many of the larger chartered firms also feel that science graduates have the best chance of passing the tough Institute of Chartered Accountants in England and Wales (ICAEW) or Institute of Chartered Accountants in Scotland (ICAS) exams. Statistics prove that compared to other graduates, scientists are streets ahead. For example, at the ICAEW final admitting exams in July 2001, science graduates achieved a 91 per cent success rate compared to 83 per cent for accountancy graduates. And firms are not oblivious to this; around 13 per cent of ICAEW training contracts are now given to science graduates
และอื่นๆอีกมากมาย เดี๋ยวจะเปลืองที่

ดูไปก็ใจชื้นขึ้นมานิดๆหน่อยๆ ตรงที่อ่านเจอว่าจบวิทย์ก็สามารถทำอะไรๆได้กว้างขวางเหมือนกัน (ยังมีอีกหลายอาชีพ) แต่พอนึกถึงว่าที่อ่านๆมานั่นเป็นประเทศอังกฤษ แถมมาถึงมหาวิทยาลัยก็เจอกระแสเอนท์ใหม่อีก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สับสนในชีวิตมากๆ กะว่าจะออกไปเรียนบัญชีให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็ชอบอย่างที่เรียนอยู่มากกว่า มันก็ค้างๆคาๆอยู่อย่างนี้

ที่เล่ามาทั้งหมดไม่มีอะไร เพียงแต่ต้องการจะให้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนิสิตที่รู้สึกไม่ปลอดภัยกับอนาคต และอยากให้เรามีการแนะแนวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอันเป็นส่วนเล็กๆของเรื่องนี้เท่านั้นค่ะ

[42] จากคุณ :[zeal] [ไม่ได้ Login] [4/25/2002 7:45:16 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65777

ผมจะนำเรื่องไปเสนอในกรรมการส่วนกลางของมหาวิทยาลัยให้ได้ครับ
และจะนำไปเสนอกับว่าที่อธิการบดีคนใหม่ด้วยเช่นกันครับ ให้บรรจุเรื่องนี้อยู่ในวาระการประชุมด้านกิจกรรมนิสิตหรือไม่ก็วิชาการให้ได้ครับ

ตามที่น้อง "zeal" บอก ผมเข้าใจดีว่านิสิตโดยส่วนใหญ่ต้องการการแก้ปัญหาที่ใกล้ตัวเขามากที่สุด เพราะอนาคตด้านการมีงานทำผมรู้ดีว่ามันจำเป็นแค่ไหนในเศรษฐกิจช่วงนี้กับครอบครัวของนิสิตเขาที่พ่อแม่ตั้งความหวังไว้กับลูก
โดยเฉพาะผมในตอนนี้ขอมุ่งสนใจนิสิตที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยในตอนนี้นี่แหละครับ ผมยังไม่กล้าคิดไปไกลมากนัก เพราะเกินความสามารถที่ผมจะช่วยแก้ไขได้ แต่ ณ.ขณะนี้ อะไรบางอย่างที่ผมเสนอไป ผมว่ามันทำได้ทันทีนะครับ ถ้าฝ่ายบริหารจะสนใจ และประชุมกำหนดแผนกลยุทธการแก้ปัญหานี้ ผมคนหนึ่งละที่จะช่วยด้วย

[43] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/25/2002 11:43:12 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65791

เห็นเพื่อนเล่าให้ฟังว่า สอบแค่กลางภาคไม่เข้าสอบปลายภาค ก็ได้เกรด C แล้วไม่รู้จริงรึเปล่าอยากให้
อ.ปัญญาช่วยตรวจสอบด้วยว่าจริงรึเปล่าครับ ผมจะได้ไปลงเรียนบ้าง

[44] จากคุณ :[ปี 2 วิศว] [ไม่ได้ Login] [4/26/2002 2:11:56 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65793

หมายถึงวิชาอะไรครับ อย่ากล่าวลอย ๆ ต้องมีหลักฐานด้วยนะครับ เพราะจะทำให้คนอื่นเขาเสียหายได้นะครับ
(email แจ้งมาก็ได้ครับ ที่ kucity@hotmail.com)


[45] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [4/26/2002 8:32:13 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65809

จากที่ผมไปฦึกงานมานะครับ พี่ๆรุ่นก่อนๆเขาว่า เราไม่สู้งาน ไม่อดทน ไม่ยอมลำบาก จะหางานที่เงินเดือนดีๆ งานสบายๆ ผมว่าจะต้องปลูกฝังที่เด็กครับให้มีในส่วนนี้มากขึ้น

[46] จากคุณ :[admina] [ไม่ได้ Login] [4/26/2002 11:37:19 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65817

คิดว่าควรจัดอาจารย์ที่มาสอนให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ อย่างที่ศรีราชานี้นะ อาจารย์ที่สอนบางวิชาเป็น
อาจารย์ใหม่สอนก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนักเลย มาสอนก็มาปิ้งแผ่นใสให้ดู ไม่อธิบายอะไรเลย

[47] จากคุณ :[ศรีราชา] [ไม่ได้ Login] [4/26/2002 12:21:16 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65829

"แต่การเลี้ยงปากท้องและครอบครัวย่อมเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในชีวิตบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง"

ทุกคนก็ต้องทำมาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทุกคนละครับ มโนธรรมสำนึกในการรับใช้สังคมไม่ใช่เป็นเรื่องลึกลับหรือเกินกำลังมนุษย์ปถุชนทั่วไปหรอกครับ

เพียงแต่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่บนพื้นฐานของหลักเบญจศีล เบญจธรรม การเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกัน และกตัญญญูรู้คุณผู้มีพระคุณ เท่าที่กำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญาจะพึงกระทำได้ ก็เป็นการเพียงพอแล้วครับ

[48] จากคุณ :[คมขวาน] [ไม่ได้ Login] [4/26/2002 3:13:15 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65906

ดิฉันมีความคิดว่าเพราะมหาวิทยาลัยของเราเปิดโอกาศทางการศึกษา ที่ในปีหนึ่งๆสามารถรับนิสิตเข้ามาเรียนได้มาก เลยทำให้เรามียอดผู้ตกงานมาก ไม่ใช่ว่าเราไม่มีคุณภาพนะคะ แต่ว่าในเมื่อสัดส่วนคนเรียนมาก คนที่ตกงานย่อมมีโอกาศมากเช่นกัน

[49] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [4/27/2002 12:48:57 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=65966

คุณคมขวานครับ ผมไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างเรื่องที่คุณกับคุณ Zeal พูดได้ครับ (คือเกี่ยวกับการทำมาหากิน กับจิตสำนึกเพื่อสังคมเนี่ย) ผมไม่ได้คิดว่าน้องเค้าไม่มีจิตสำนึกนะครับ งง เพราะคุณก็คงไม่คิดอย่างนั้นเหมือนกัน

[50] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [4/27/2002 7:10:25 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=66043

ถามหน่อย
อันดับหนึ่ง นี่ไม่ใช่แพทย์ศาสตร์เหรอครับ
ผมว่าน่าจะได้งานเกือบ 100% นะ

หรือว่า แพทย์ศาสตร์รวมอยู่ในสาขาสุขภาพและสวัสดิการครับ

และผมมองว่าการจัดอันดับอย่างนี้บางทีมันไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่า บัณทิตมีคุณภาพหรือเปล่านะครับ
อย่างเช่น มม. เป็น ม. ที่เปิดสอนสาขาการแพทย์มาก
ดังนั้น เปอร์เซ็นต์ที่บัณฑิตได้งานย่อมสูงมาก (น่าจะเกือบ 100% นอกจากคนที่ศึกษาต่อ)
แต่ (สมมตินะ) ว่าบัณฑิตสาขาอื่นของ มม. ยังหางานไม่ได้
แต่ % ก็ยังคงสูงอยู่ดี เพราะสัดส่วนของคนที่เรียนแพทย์มีมาก

ในอีกด้านหนึ่ง สาขาวิชาสายศิลป์ ผลิตจนล้นตลาด
จึงทำให้หางานยาก แต่ไม่ได้หมายความว่า บัณฑิตที่จบออกมาไม่มีคุณภาพ
เพราะอาจจะเก่งมากก็ได้ แต่ว่าถึงจะเก่งแค่ไหน แต่มันเกินความต้องการของตลาดแล้ว ก็เลยทำให้ตกงาน

ดูอย่าง มธ. ยังอยู่อันดับ 3 เลยครับ

[51] จากคุณ :[superk (not login)] [ไม่ได้ Login] [4/28/2002 8:05:19 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=66044

สาขาที่บัณฑิตมีงานมากที่สุด 5 อันดับ
ทำไมอันดับ 2 กับ อันดับ 3 ถึงซ้ำกันล่ะครับ

สาขาสุขภาพและสวัสดิการ/สุขภาพ กับ สาขาสุขภาพและสวัสดิการ ?

[52] จากคุณ :[superk (not login)] [ไม่ได้ Login] [4/28/2002 8:07:21 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=66048

ใช่แล้วครับผมเห็นด้วยกับคุณ superk อันดับที่จัดมาผมมองดูแล้วไม่มีความหมายเลย เพราะการจัดอันดับไม่มีอะไรเป็นบรรทัดฐาน

[53] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [4/28/2002 9:41:46 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=66226

ผมอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ **สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์** ในระดับปริญญตรัว่ามีบัณฑิตที่จบออกมาแล้วมีงานทำกี่คน และไม่มีงานทำกี่คน แยกเป็นสถาบันการศึกษา(ได้กี่ดีครับ) รวมถึงสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิต ในสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีจำนวนเท่าไร(กี่คน) รวมถึงจัดอับดับว่าสถาบันการศึกษาใดที่บัณฑิตมีงานทำมากที่สุด เฉพาะในประเทศไทยก็พอครับ
*** หากผู้อ่านท่านใดมีแหล่งข้อมูลเหล่านี้ ขอความกรุณาช่วยตอบ หรือบอกแหล่งข่าวสารนั้นมาก็ได้ จักขอบพระคุณอย่างสูง***

[54] จากคุณ :[CPE_57(SRC)] [ไม่ได้ Login] [4/30/2002 11:53:47 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=66603

How about the number one??? la which one is it?

[55] จากคุณ :[ggy] [ไม่ได้ Login] [5/2/2002 3:50:53 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=67051

ม.เกษตร มียอดผู้สมัครเลือกสอบเข้ามากที่สุดทำให้มหาลัยดีใจกันยกใหญ่ประชาสัมพันธ์ต่างๆนานาแล้วก้อม.เกษตร มีผู้จบการศึกษาว่างงานมากที่สุด555555555555ตกลงเราควรจะดีใจกันอีกไหม
มหาวิทยาลัยควรจะกำหนดจุดยืนของตัวเองให้ชัดเจน ว่าจะนำพามหาลัยวิทยาลัยไปทางไหน
จะเป็น มสธ. หรือจะเป็น ม.ราม หรือจะเป็น 7-11

[56] จากคุณ :[newcomer] [ไม่ได้ Login] [5/5/2002 9:23:53 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=67053

อย่ามั่วแต่โทษเรื่องอื่นอื่นกันอยู่เลยครับ อย่าไปโทษผมสำรวจว่าไม่มีมาตรฐาน หัดยอมรับซะบ้างเถอะครับ
ถ้าไม่ยอมรับเมื่อไรมันจะเกิดการแก้ไข อย่ามั่วแต่คิดว่าตัวเองดีอยู่เลย มาตรฐานที่ตกต่ำลงเรือยๆอย่าว่าแต่มหาลันรัฐด้วยกัน เอกชนบ้างที่เรายังสู้เค้าไม่ได้เลย เอาสมองมาคิดดีกว่าว่าจะช่วยกันแก้ไขยังไง ทำอย่างไรถึงจะได้คนดี มีVISION มาบริหารมหาวิทยาลัย ถ้าระบบยังเป็นยังงี้ วงจรอุบาท ก็เป็นแบบนี้ต่อไป
มหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงที่แสวงหาผลประโยชน์ของข้าราชการประจำทั้งหลายต่อไป

[57] จากคุณ :[new_comer] [ไม่ได้ Login] [5/5/2002 9:34:32 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68442

มีจุดยืนทางด้าน ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับ บุตรหลานเกษตรกร ให้มากที่สุดครับ
โดยการเปิดวิทยาเขตไปยังภาคต่าง ๆ และเน้นสาขาวิชาทางด้านการเกษตรเป็นหลักใหญ่ และมีการส่งเสริมจัดติวฟรีให้กับเด็กนักเรียนที่ยากจนไม่มีเงินกวดวิชามาโดยตลอด

ดังนั้น ก็อาจมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นบ้างจากการที่มีบัณฑิตตกงานมาก นั่นก็คงไม่ใช่ความผิดของมหาวิทยาลัย แต่มันเป็นผลมาจากสภาพทางเศรษฐกิจครับ

อนึ่ง..ทางมหาวิทยาลัยก็พยายามจัดอบรมเสริมและปรับทัศนคติการหางานให้กับบัณฑิตแล้วครับ

อย่างกระทู้นี้ ถ้ามีการประเมินผลอย่างนี้ออกมา เราก็ไม่ได้ปกปิด เราก็เปิดเผย และพร้อมที่จะแก้ไขเสมอครับ

ขอให้อ่านเพิ่มเติม ที่ข้อความลำดับที่ 41 ครับ

ปล.
เรากำลังแก้ไขอยู่ครับ
ถ้าไม่แก้ไข ป่านนี้กระทู้นี้ต้องถูกสั่งปิดแล้วครับ

[58] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [5/9/2002 4:00:03 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68443

และที่สำคัญในสถานการณ์เศรษฐกิจ อย่างนี้ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า บัณฑิตที่จบใหม่ทุกสถาบัน มีโอกาสสูงที่จะตกงานอยู่แล้วครับ
คงไม่ใช่ ม.เกษตร มีบัณฑิตตกงานมากอยู่ที่เดียวนี่ครับ ดังนั้นถ้าจะวิจารณ์ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย คือต้องวิจารณ์ให้ทั่วถึงไปทุกสถาบันด้วยจริงไหมครับ

ดังนั้นประเด็นมันไม่เกี่ยวกับ สถาบัน เสียทั้งหมด แต่มันมีปัจจัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดด้วยครับ
หวังว่าคงเข้าใจนะครับ

ที่ผมตอบนี่ ตอบในฐานะที่รักสถาบัน (แต่รักแบบมีเหตุผล) ขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะแก้ปัญหาจากผลข้างเคียงที่สถาบันของเราขยายโอกาสทางการศึกษาสู่ภูมิภาคต่างจังหวัดมากขึ้น ไม่ให้มากระจุกตัวรวมศูนย์อยู่ในกรุงเทพฯ
เรารู้ว่า ผลข้างเคียงต้องมีบ้าง แต่ถ้าเรามาชั่งน้ำหนักดู ผลดีมันต้องมีมากกว่าผลเสียแน่ กับการยื่นโอกาสในการให้เด็กต่างจังหวัดสามารถมีโอกาสทางการศึกษาในมหาวิทยาลัยระบบปิดที่มากขึ้น
การศึกษานั้น ถ้าเด็กมีโอกาสเข้าถึงจุดสูงสุดได้ มันก็เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเขาตลอดชีวิต
ส่วนการตกงานนั้น มันก็เป็นแค่ช่วงหนึ่งเล็ก ๆ เท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ถึง 3 เดือน หรือถึงปี ก็ได้ เดี๋ยวก็มีงานทำ ตราบใดเด็กมีความรู้ ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะไม่มีงานทำ (การสำรวจมีขึ้นหลังจากบัณฑิตจบไปแล้วไม่ถึง 3 เดือน)

ชัดเจนดีนะครับ ว่าเราก็แก้ปัญหาอยู่ ไม่ได้ปล่อยไว้เฉย ๆ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องให้ข่าวสร้างความเข้าใจไปพร้อมกันด้วย ไม่ใช่ทำด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว เรามีสิทธิ์ที่จะทำทั้ง 2 ด้านได้นี่ครับ


[59] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [5/9/2002 4:04:41 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68444

พวกที่มีงานทำในสำหรวจนี้ เป็นงานอะไรก็ได้
หรืองานที่ตรงกับสาขาวิชาที่จบไปคะ

[60] จากคุณ :[123] [ไม่ได้ Login] [5/9/2002 6:41:54 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68454

งานอะไรก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องตรงสาขาที่เรียน
เพราะการระบุลักษณะงาน จะค่อนข้างยากในการจำแนกว่าตรงสาขาที่เรียนหรือไม่ แบบสำรวจเท่าที่ผมจำได้ไม่จำแนกขนาดนั้นครับ

สรุปว่า พวกที่มีงานทำ เป็นงานอะไรก็ได้ครับ

[61] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [5/9/2002 8:28:46 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68477

แล้วจะเปิดอีกกี่วิทยาเขตครับ ถึงจะรองรับลูกเกษตรกรได้ทั่วประเทศ แล้วจำเป็นไหมการศึกษาต้องได้รับปริญญาทุกคน ปรัชญาทางการศึกษา โอกาศ คุณภาพ ความเท่าเทียมกัน ไปด้วยกันได้ไหม
แล้วจำเป็นไหมต้องเรียนในมหาวิทยาลัยปิด ถ้ามันสามารถรองรับนิสิต นักศึกได้ทั้งประเทศ คงเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแล้วหละครับ อย่างที่คุณข้างต้นบอก ซึ่งคุณภาพเดี๋ยวนี้ก้อไม่ต่างอะไรหรอกครับกับมหาวิทยาลัยเปิด แล้วพวกวิทยาลัยเกษตรกรรมทั่วประเทศหละครับทำอย่างไร บางวิทยาเขตก็ไปเปิดซ้ำกับที่ที่มีสถาบันราชภัฏ คุณภาพพอๆกัน ไม่รู้จะขยายไปทำไม ดีไม่ดีราชภัฏมีคุณภาพสนองตอบความต้องการของสังคมได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ถ้าจะให้โอกาสน่าจะเป็นการฝึกอาชีพชั้นสูงที่นำไปใช้ได้มากกว่านะถ้าเป็นไปตามจุดประสงค์ที่อ.ปัญญาพูดจริงๆ

[62] จากคุณ :[FutureBright] [ไม่ได้ Login] [5/9/2002 11:26:43 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68479

อ.ปัญญาเคยปริ้นให้อธิการบดีหรือฝ่ายบริหารบ้างไหม เพราะเกรงว่าท่านเหล่านั้นจะไม่มีเวลามาดูเวบ

[63] จากคุณ :[Futureku] [ไม่ได้ Login] [5/9/2002 11:29:18 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68592

ผมไม่รู้น๊ะ ในสังคมไทย พูดก็พูดกันได้ แต่ถ้าได้ ป.ตรี ทุกคนก็เอาใช่ไหมล่ะ หรือคุณจะปฏิเสธ ไม่งั้นไม่แปลกหรอกที่ทำไม ราชภัฏ ก็อยากปรับตัวเป็นมหาลัยด้วย
และถามว่ายังงี้ แสดงว่า เด็กต่างจังหวัด ไม่จำเป็นใช่ไหมครับ ป.ตรี น่ะ หรือ เด็กต่างจังหวัด มีสิทธิจะเรียน ป.ตรี ได้แค่ ม.เปิด เท่านั้น
แล้วถามตัวเองเลยว่า พวกคุณอยากเข้าไหมล่ะ ม.เปิด น่ะ ถ้าเลือกได้ ก็ใคร ๆ ก็อยากเข้า ม.ปิด กันทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นไม่มาสอบเอ็นซ์หัวปักหัวปำกันอย่างนี้หรอก
ทฤษฎีคิดได้ แต่ปฏิบัติมันคนละเรื่อง
แล้วทำไมไม่ถามสถาบันอื่นบ้าง เขาก็เปิดวิทยาเขตกันเยอะแยะ เขาก็พยายามให้โอกาสเด็กต่างจังหวัดมากขึ้น พวกคุณมันเด็กกรุงเทพ อะไร ๆ ก็ให้คนกรุงเทพมาเยอะแล้ว เรื่องแค่นี้ให้เด็กต่างจังหวัดไม่ได้เหรอ

[64] จากคุณ :[เด็กโควต้า] [ไม่ได้ Login] [5/9/2002 2:34:41 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68595

สรุปว่า เด็กต่างจังหวัด มันมีสิทธิเรียนได้แค่ ราชภัฎ วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยพละ โรงเรียนฝึกอาชีพ ใช่ไหมครับ

เด็กต่างจังหวัด สิทธิในการได้เรียน แพทย์ เรียนวิศวะ มีน้อยใช่ไหมครับ อาชีพพวกนี้ ต้องสงวนไว้กับเด็กกรุงเทพ ใช่ไหมครับ

ขอเถอะอย่าไปคิดเรื่องบ้า ๆ พวกนี้เลย ไร้สาระมาก ใครจะเปิดก็เปิดไป ผมเห็นด้วยให้เปิดที่ต่างจังหวัด และหยุดการเติบโตที่กรุงเทพได้แล้ว มันยุติธรรมกับคนต่างจังหวัดหรือเปล่า
ถึงผมจะสอบเข้า ม.ปิด ในกรุงเทพ ผมก็สู้พวกเด็กกรุงเทพ ที่มีเงินกวดวิชา ผมก็สู้ไม่ได้
ขอเถอะให้โอกาสเด็กต่างจังหวัดบ้าง ให้มันมีโอกาสเรียน ม.ที่เขาใฝ่ฝันบ้างไม่ได้เชียวหรือ

ลองคุณมาเป็นเด็กต่างจังหวัด คุณจะรู้สึกเองแหละว่า ถ้าคุณเข้า ม.รัฐ ได้ มันเป็นความภูมิใจของตัวเอง ของพ่อแม่ ของโรงเรียนจังหวัดของคุณ นี่แหละความรู้สึกของเด็กต่างจังหวัด ที่เด็กกรุงมันไม่รู้หรอกครับ

[65] จากคุณ :[เด็กโควต้า] [ไม่ได้ Login] [5/9/2002 2:43:17 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68597

ผมเบื่อกับคำว่า "ดีไม่ดีราชภัฏมีคุณภาพสนองตอบความต้องการของสังคมได้ดีกว่าด้วยซ้ำ"
งั้นก็ทำไมไม่แปรรูป มหาลัยมาเป็นราชภัฏ ถ้ามันดีจริง
แล้วทำไมตอนนี้ ราชภัฏถึงจะอยากมาเป็นมหาลัย

คุณรู้ไหมว่า ทฤษฎี ก็คือทฤษฎี แต่สังคมไทยมันมีเรื่องหนึ่งก็คือ ค่านิยมของสังคม ค่านิยมเรื่องชื่อเสียงถ้าคุณเข้า ม.ดัง ๆ ได้ เรื่องนี้คุณบังคับไม่ได้ มันเป็นกระแสของสังคม คุณถามพ่อแม่คุณได้เลยว่า ถ้าคุณมีความสามารถจะเข้ามหาลัย กับเข้าราชภัฏ พ่อแม่คุณจะตอบคุณว่ายังไง หรือตัวคุณเองอยากจะเข้าอะไร ก็ตอบตัวเองให้ได้ก่อนเถอะ แล้วถ้าสมมติคุณอยู่มหาลัยแล้วตอนนี้ ทำไมคุณไม่ทำให้เห็นจริง โดยการลาออกไปเข้าราชภัฏเลยล่ะ เขาดีกว่านิ ทำซิครับ แล้วจึงค่อยพูด

[66] จากคุณ :[เด็กโควต้า] [ไม่ได้ Login] [5/9/2002 2:55:38 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68884

ชอบไม่ชอบก็ต้องรับรับแหละครับ ในเมื่อคุณภาพแต่ละที่ไม่เท่ากัน เหมือนสินค้ายี่ห้อเหมือนกันแต่คุณภาพต่างกัน เกษตรแต่ชื่อมันจะมีความหมายอะไร ผมยอมเรียนราชภัฏดีกว่านะครับ กับการที่จบจากม.เกษตร แต่คุณภาพ กระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน คุณภาพที่แตกต่างขนาดที่ยอมรับไม่ได้
ในระยะยาวคิดดูแล้วกันนะครับ ม.เกษตร เป็นที่นิยม มีคนยอมรับ ใช่ว่าจะเพราะม.เกษตรสอนดีกว่าที่อื่นๆ
ทรัพยากร อุปกรณ์ยังด้อยกว่าที่อื่นด้วยซ้ำ แต่ดีต้องที่คัดคนได้ไงครับ

[67] จากคุณ :[HMHMHM] [ไม่ได้ Login] [5/10/2002 11:52:32 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68888

เด็กต่างจังหวัด ก็มีสิทธิเรียนได้ครับ แต่ไม่ใช่ทุกคน ม.เกษตร หรือจุฬาก็มีเด็กต่างจังหวัดเยอะแยะ ถึงจะขยายอีกกี่วิทยาเขต ก็ไม่สามารถที่จะรองรับให้เรียนได้ทุกคนหรอกครับ
ต่างจังหวัดก็ต้องเก่ง มีความรู้ด้วย แล้วจะเรียกว่าบัณฑิตทำไมหละ
จะปิดหรือเปิดถ้าอยากเรียยนรู้จริงๆมันก็ไม่สำคัญหรอกครับ
ถ้าอยากเรียนต้องขยัน อ่านหนังสือดิครับ ไม่ใช้รอแต่โอกาศ

[68] จากคุณ :[ถึงเด็กโควต้า] [ไม่ได้ Login] [5/10/2002 11:58:55 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68912

ม.เกษตร เลวร้ายขนาดนั้นเลยหรือครับ ถึงขั้นเทียบราชภัฏ ไม่ได้เลยหรือครับ คุณพูดอะไรรับผิดชอบด้วยซิครับ มองโลกแง่ร้ายไปหรือเปล่าครับ ผลงานด้านงานวิจัยด้านการเกษตร ไม่ว่าพันธุ์ข้าว พันธุ์พืชต่าง ๆ ที่ทำวิจัยจาก ม.เกษตร ถือว่าเทียบกับราชภัฏไม่ได้ขนาดนั้นเลยหรือครับ มั่วแล้วครับ อย่าเอามันอย่างเดียวขอร้อง

ก็คำว่าขยายโอกาส ก็ทำได้เท่าที่สามารถทำได้ไงละครับ ไม่ได้บอกว่าต้องทำทั่วประเทศ คุณก็มั่วอยู่นี่แหละ

ส่วนเด็กต่างจังหวัดก็ต้องเก่งด้วย ก็เก่งไง ถึงได้เอนซ์เข้าวิทยาเขตต่างจังหวัดไง ถ้าแข่งกับ มหาลัยปิดในกรุงเทพไม่ได้ แล้วเรื่องอะไรจะไปแข่งล่ะ ถึงจะเก่งก็ยังมีคนเก่งกว่า (เนื่องจากมีโอกาสสูงกว่าจากความไม่เท่าเทียมกัน) ผมก็ต้องมาแข่งเพื่อเข้ามหาลัยที่อยู่วิทยาเขตต่างจังหวัดไม่ดีกว่าหรือ โอกาสเข้าได้ก็สูงกว่า ไม่รู้คุณเข้าใจหรือเปล่า คนมันมีสมองว่าจะเลือกแข่งขัน ในสิ่งที่ตัวเองถนัด และสามารถเข้าได้

[69] จากคุณ :[เด็กโควต้า] [ไม่ได้ Login] [5/10/2002 1:27:29 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=68932

อาจารย์ช่วยตอบด้วยนะคะ คณะ วนศาสตร์ จบออกมาแล้วทำงานด้านไหนคะ มีสิทธิ์ตกงานสูงมากไหมคะ คือดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เรียนอญู่คณะนี้แล้แล้วมักจะทนไม่ได้สักเท่าไรที่มีคนมาดูถูกคณะ บ้างก็ว่าไปทำงานหลังเขาบ้างเข้าป่าเข้าดงบ้าง มันรู้สึกหมดกำลังใจในการเรียนอยู่เหมือนกันนะคะอยากให้ทุกๆคนหันมามองดุตัวเองแล้วกลับไปทำหน้าที่ของคัวเราเองให้ดีที่สุดแล้ว ประเทศของเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะ

[70] จากคุณ :[นาๆ] [ไม่ได้ Login] [5/10/2002 2:03:03 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=69283

หน้าตาคนเราเปลี่ยนไม่ได้ก็จริงแต่ความสามารถย่อมเปลี่ยนแปลงได้

[71] จากคุณ :[*ชื่อซ้ำกับสมาชิก*] [ไม่ได้ Login] [5/11/2002 3:17:19 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=69567

อาจารย์คะ เมื่อไหร่ มก.จะมีคณะแพทยศาสตร์ (รวมถึงพวกทันต , เภสัช ฯลฯ) เป็นของตัวเองบ้างล่ะคะ บางทีการที่มีคนประเภทหัวกะทิเข้ามา อาจทำให้ มก. มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นก็ได้นะคะ เป็นที่ทราบกันว่า เด็กเรียนดีถึงดีมากเท่านั้นที่จะสามารถแข่งขันเข้าคณะแพทย์ได้ แต่คนกลุ่มนั้นก็แยกย้ายไปที่ ม. อื่นๆจนหมด ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นพวกที่มีความคิดพัฒนาและกล้าปฏิบัติ ทำให้ ม.อื่นๆก้าวไปได้เร็วกว่า มก. ดิฉันว่ามันก็มีส่วนอยู่บ้างนะคะ ถ้าบุคลากรดี มหาวิทยาลัยก็พัฒนา ก็ไม่ใช่ว่าบุคลากรปัจจุบันไม่ดีนะคะ เพียงแต่เราอาจจะล้าหลังคนอื่นเขาสักหน่อย และภาพพจน์ของเราก็เป็นการเกษตรมากเกินไป ยังไงก็รับข้อคิดเห็นนี้ไว้พิจารณาบ้างนะคะ ถ้าเป็นไปได้

[72] จากคุณ :[นิสิต มก.รุ่น60] [ไม่ได้ Login] [5/12/2002 9:12:22 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=70899

อยากบอกว่าคณะวนศาสตร์ของ มก.นั้นถึงแม้จะไม่กว้างในแวดวงด้านสื่อแต่วิชาเรียนนั้นมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม นันทนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพและที่สำคัญจบแล้วได้ทำงานเกือบ 100% ไม่เหมือนบางคณะตอนเรียนดูหรูหราจบออกมาตกงาน คณะนี้เขาปิดทองหลังพระกันน่ะจะบอกให้

[73] จากคุณ :[บัณฑิตวนศาสตร์] [ไม่ได้ Login] [5/17/2002 12:49:18 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=70913

เห็นด้วยกับคุณที่ 69567 ว่า มก.ล้าหลังเพราะเน้นคำว่าเกษตรมากเกินไปจนลืมไปว่านี่คือมหาวิทยาลัย ที่มีหลายคณะวิชา คุณปัญญา ผมคิดว่าคุณคงเป็นอาจารย์ ขอให้เสนอแก่อธิการบดีคนใหม่ด้วยว่า ควรเอาคนจากต่างสายงานมาเป็นรองอธิการบดี บ้าง ผมอยากเห็น มหาวิทยาลัยเกษตรของคุณ ก้าวหน้ามากกว่านี้

[74] จากคุณ :[คนนอกเกษตร] [ไม่ได้ Login] [5/17/2002 1:28:34 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=70917

อันนี้ไม่กล้ารับปากจริง ๆ ครับ แต่เห็นด้วยว่าควรจะมีหลากหลายครับในเรื่องคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย

แต่มั่นใจว่าท่านก็เข้ามาดูที่ Web นี้บ่อยครับ ท่านมักพูดถึง Web นี้หลายครั้งตอนที่ประชุมกันครับ ท่านอาจจะติดตามรับฟังเสียงจากทุกท่านอยู่ก็ได้ครับ

[75] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [5/17/2002 1:37:30 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=70921

ขอเสริม พอดีว่า ได้ไปฟังการบรรยายรื่อง"ยุทธศาสตร์ในการบริหารการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย"
โดย รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ว่าที่อธิการบดี มก. คนใหม่
เมื่อวันที่ 14 พ.ค.45 ที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้เอง ณ.ห้องสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มก.

ที่น่าสนใจคือ ว่าที่อธิการบดี มก.คนใหม่ ได้แสดงนโยบายและวิสัยทัศน์ ว่าจะบริหาร ม.เกษตร อย่างไรด้วย ผมก็เลยถ่ายภาพมาทุกเฟรมเลยครับ เพื่อให้ทุกท่านได้ศึกษาและติดตามงานด้านการบริหารของท่านนะครับ
===============================
http://kucitypic.kasetsart.org/kucity.com1/kucity_pic341/page_01.htm
หรือจะไปดูที่กระทู้นี้ก็ได้ครับ
http://kucity.kasetsart.org/kucity/WebFormDetailBoard.aspx?BRD_ID=7526

ส่วนทีมงานตำแหน่งรองอธิการบดี เท่าที่ได้รับทราบมาจะเปลี่ยนไปมากกว่าแต่ก่อนครับ ลองดูภาพนี้นะครับ

http://kucitypic.kasetsart.org/kucity.com1/kucity_pic341/IMG_2860.JPG

[76] จากคุณ :[ปัญญา] [สมาชิก] [5/17/2002 1:43:59 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=80373

ผมเห็นด้วยครับเรื่องให้คนนอกมาเป็นอธิการบดี เพราะอธิการบดีมีผลอย่างมากต่อการพัฒนามหาลัยและอนาคตของมหาลัยจะไปทางไหน ถ้าได้คนดีมีวิสันทัศนืก้อดีไป ถ้าไม่มีหมายความว่าหมาลัยไม่เพียงแต่หยุดการเจริญเติบโตยังจะถอยหลังเข้าคลอง อยากได้คนดีและคนเก่ง มีวิสันทัศน์เข้ามาเป็นอธิการบดี เพราะต่อไปเมือมหาลัยต้องออกนอกระบบ เราต้องแข่งขันกับที่อื่นมากขึ้น นโยบายต่างๆที่ออกมาก็มีผลต่อการพัฒนามหาลัยในอนาคตแน่ อยากจะตัดวงจรอุบาทที่ซ้ำซาก มีแต่พวกพ้อง เห็นแก่ประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่ม อธิการบดีก็เป็นทอดๆ คนนี้ได้เป็นคนต่อไปเดาได้เลยว่าใครจะได้เป็นอนาคตของมหาลัยอยุ่ในมือของคนไม่มีกี่คน
"ประชาชนคือเจ้าของประเทศ เกษตรศาสตร์คือภาษีของประชาชน"
การที่มหาลัยขยายวิทยาเขตจนทั่วบ้านทั่วเมืองไม่ทราบมหาลัยมีนโยบายอะไรรองรับ ไม่ใช่เพียงเพื่อมีการจัดซื้อจัดจ้าง สุดท้ายคุณภาพบัณฑิตจะเป็นตัวย้อนมาที่หมาลัยเอง 1มหาลัย 7คุณภาพ
ปากก็บอกว่าคุณภาพบัณฑิตเท่ากัน มันจะเท่ากันที่ไหน เอาอะไรมารับประกัน ในเมื่อจบมหาลัยเดียวกัน ภายใต้ชื่อบัณฑิตของมหาลัยเกษตรศาสตร์ ทำไมคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิต อาจารย์ การเรียนการสอน ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพ มันตลกสิ้นดี เหมือนกับเอาชื่อยี้ห้อมาขาย แต่คุณภาพคนละเรื่องถ้าคุณภาพไม่เท่ากัน อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าคุณจบจากวิทยเขตไหน ไม่ใช่กระบวนการผลิตแตกต่างกัน คุณภาพไม่เท่ากันแน่ๆอย่าหลอกหลวงประชาชนเลยครับ สุดท้ายคุณภาพจะทำลายมหาลัยเอง ที่สะสมมากว่าครึ่งสตวรรษ

[77] จากคุณ :[golden_Ku] [ไม่ได้ Login] [6/23/2002 3:57:38 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=83303

อาจารย์ครับ ผมไม่เห็นด้วยกับข้อความ ที่64968 ข้อ 2 ที่อาจารย์เขียนไว้ครับ เพราะว่าไม่งั้น คนที่เข้ามาเรียนไม่จำเป็นต้องเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบสิครับ เข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเอาใบปริญญามายกระดับตัวเองเท่านั้นหรอครับ

[78] จากคุณ :[EE28] [ไม่ได้ Login] [7/3/2002 2:42:03 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=83304

อาจารย์ครับผมว่าน่าวิเคราะห์ออกมาเป็นประเด็นแล้วครับ ว่าหัวข้อของการตกงานเกิดจากอะไรบ้าง ยิ่งอ่าน จะยิ่งเพี้ยนแล้วครับ ไม่งั้น เดี๋ยวน้องๆ เค้าจะหลงประเด็น เวลา อธิการมาอ่าน แล้วจะดูว่า กระทู้มันงี่เง่าครับ น้องช่วยเข้าประเด็นกันหน่อยนะครับ

[79] จากคุณ :[ee28] [ไม่ได้ Login] [7/3/2002 3:05:06 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=84718

เรื่องแบบนี้น่าจะเปิดโอกาศให้นิสิตได้แสดงความคิดเหห็นกันนะ
อาจานเอาไว้หน้าเวบไมได้เหรอ
ไม่ใช่เอามาซุกๆกว่าจะจะเจอ
ที่เรืองนางงานขึ้นโชว์เชียว
ตกลงจะเน้นนเรื่องใครสวยใครหล่อหรือไง

[80] จากคุณ :[oh_lunLa] [ไม่ได้ Login] [7/7/2002 6:53:50 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=100722

อยากทราบทางมหาลัยมีมาตรการอะไรกับคุณภาพของบัณฑิตแต่หละวิทยาเขต
มีวิทยาเขตเยอะแยะแน่ใจแล้วเหรอครับ กับการควบคุมคุณภาพ หรือจะเอาแต่ปริมาณ
ดูราชภัฎทุกวันนี้ยังมีปัญหาการไม่ยอมรับคุณภาพของบัณฑิต
หรือว่าต้องการให้บัณฑิต มีสภาพเช่นเดียวกับราชภัฎ รามคำแหง
ต่อไปบัณฑิต มเกษตร คงเต็มบ้านเต็มเมือง แต่หาดีไม่ได้

[81] จากคุณ :[Master] [ไม่ได้ Login] [9/7/2002 1:34:37 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=100773

ก่อนอื่นต้องดูที่ตัวบัณฑิตเองว่าเป็นคนเลือกงานหรือเปล่า เพราะตัวหนูเองก็เป็น(แต่ตอนนี้ทำงานแล้วนะคะ) คืออยากทำงานในสิ่งที่ชอบก็จะเลือกนานหน่อย ถ้าอาจารย์บอกว่าเค้าทำแบบสำรวจตอนงานรับปริญญาตอนนั้นยังไม่ได้ทำงานค่ะ ต่อมาก็ดูที่เป็นคนทำงานหรือเปล่าตั้งใจทำงานไหม ความอดทนก็ต้องมีสูง เพราะในหลายๆที่จะค่อนข้างเข็ดกับพวกรุ่นพี่ๆที่เคยไปสร้างวีรกรรมเอาไว้เลยเลือกที่จะไม่รับเด็กมหาวิทยาลัยนั้นวิทยาลัยนี้ และเรื่องที่บางคนอาจมองข้ามคือเรื่องสถานที่ทำงานที่ไกลกว่าบ้านที่อยู่ทำให้ผู้ปกครองหลายๆคนยังไม่ให้บุตรหลานออกไปทำงานโดยเฉพาะส่วนที่เป็นผู้หญิงเลยให้รองานไปก่อน ส่วนของสาขาวิชานั้นเชื่อว่าทุกคณะทุกสาขามีความสำคัญเหมือนกันหมดค่ะ ที่ว่าส่วนนั้นรับเข้ามาเรียนเยอะไปก็คงมีส่วนแต่คงไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด เพราะตอนที่เข้าเรียนที่เกษตรนี้ ภาควิชาของดิฉันรับเกินกว่าที่เคยรับเกือบ 100% คือจากเดิมรับ 20 กว่าคนคนแต่รุ่นของดิฉันรับ 40 คน เท่าที่ทราบตอนนี้เพื่อนๆได้งานเกือบครบ 100%แล้วค่ะ จะมีบ้างก็เป็นพวกที่ไม่ได้ตั้งใจหางานจริงๆ หรือเป็นคนที่มีโครงการเรียนต่อในประเทศและต่างประเทศค่ะ แต่มีบางคนเหมือนกันนะคะที่ทำงานในสาขาอื่นๆเพราะไม่ชอบงานที่ตนเองเรียนมา ฟังแล้วก็เสียดายเวลา 4 ปีที่เค้าอุตส่าห์อดทนเรียนจนจบ ปัญหานี้น่าจะเกี่ยวกับการที่การแนะแนวทางการศึกษานะคะ ส่วนที่ว่ารับเยอะไปไหมนั้นก็คงต้องเป็นหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้วิเคราะห์ล่ะค่ะว่า 4 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ตลาดแรงงานเป็นอย่างไร แต่ก็จะแย่สำหรับคนที่อยากเรียนสาขานั้นๆแต่มหาวิทยาลัยบอกว่าอย่าเลยเดี๋ยวตกงาน..
สำหรับสิ่งที่อยากให้มหาวิทยาลัยทำคือ อยากให้หลักสูตรในการเรียนเข้ากับยุคปัจจุบันหน่อย มีการฝึกนิสิตให้มีการทำงาน อาจเป็นการจำลองสภาพการทำงานจริงให้นิสิตได้ลองแก้ไขปัญหา เพราะในการทำงานนั้นบางอย่างความรู้ไม่สมารถช่วยได้ต้องใช้ประสบการณ์ หรือ บางอย่างต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติไม่ใช่จากตำรา ตอนนี้นึกได้แค่นี้ค่ะ ถ้าคิดอะไรได้ใหม่อีกจะมาเสนอ บอก เล่า ความคิดเห็นนะคะ
นึกได้แค่นี้

[82] จากคุณ :[pkt] [ไม่ได้ Login] [9/7/2002 6:14:05 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=101354

ลองไปเปรียบเทียบดูบัณฑิตที่จบจากมหาลัยปิด กะมหาลัยเปิดดิ
บริษัทดังๆเค้าคิดไง บอกได้เลยว่ามีความแตกต่าง
อยากให้มหาลัยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน
จะเอาเรื่องปริมาณหรือคุณภาพ
จะผลิตบัณฑิตแบบราชภัฎหรือมหาลัยรรามคำแหง
ยังไงผมก้อเชื่อในเรื่องของ INPUT-OUTPUTนะ
ถ้าจะเรียนแค่จบๆหรือได้แค่ใบปริญญาเรียนที่ไหนก้อได้นะ มันไม่ไดแตกกต่างในเนื้อหาดูได้เลยหลักสูตรไมด้แตกกต่าง
เกษตรไม่ใช่ว่าสอนดีนะ ส่วนหนึ่งจากตัวนิสิตส่วนหนึ่ง
เดี๋ยวนี้อาจารย์ก้อไม่ได้ดีกว่าเอกชนเท่าไรนะ บางคนอาจารย์เอกชนดีกว่าอีกด้วยซ้ำ
เกษตรคัดคนได้ส่วนหนึ่ง
บางคนไมได้มีคุณสมบัติที่จะเป็นอาจารย์มหาลัยเลยนะ

[83] จากคุณ :[ok_] [ไม่ได้ Login] [9/10/2002 2:26:40 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=101362

คุณก็ลองช่วยสรุปหน่อยได้ไหมครับ ว่า ที่ไหนสอนดี สงสัยคงเป็นที่ที่คุณเรียนใช่ไหมครับ ถึงสอนดี
"บางคนอาจารย์เอกชนดีกว่าด้วยซ้ำ" นั่นแสดงว่า อาจารย์ในเกษตร โดยส่วนใหญ่ดีใช่ไหมครับ

คุณก็แขวะเขาไปเรื่อยเลยน๊ะคุณ ok_ คุณ Master และคุณ okkkkk คุณ u_r_ok คุณ Very Good คุณ deep และ คุณ UN ในกระทู้ที่ 8863 สำนวนเดียวกันเลย ห่างกันไม่กี่นาที

คุณมีข้อมูลหน่อยซิครับ ไม่ใช่เขียนไปเรื่อยเปื่อย
จะเจ็บแค้น อิจฉา ริษยา อะไรใน ม.เกษตร เป็นนักหนา
อ้างว่าติเพื่อก่อ แต่ของคุณนี่ติเพื่อทำลายกันเห็น ๆ
ดูข้อความซิครับ
"ต่อไปบัณฑิต มเกษตร คงเต็มบ้านเต็มเมือง แต่หาดีไม่ได้"
"เกษตรไม่ใช่ว่าสอนดีนะ"

คุณอยู่มหาวิทยาลัยอื่น ก็ควรให้เกียรติกันด้วย ม.เกษตร เลวไปหมดในสายตาคุณ

ผมจึงขอให้คุณช่วยบอกข้อดีของ ม.เกษตร หน่อยซิครับ ผมจะได้รู้ว่าคุณไม่มีอคติ เพราะผมเชื่อว่า ม.เกษตร อยู่มาจนครบ 60 ปี แล้ว มันคงไม่เลวร้ายขนาดที่คุณคิดหรอกครับ

เอ้านี่ ดูผลงานของเด็กเกษตร สด ๆ ร้อน ๆ เพิ่งได้รับรางวัลมาไม่ถึงเดือน ได้ออกข่าวสัมภาษณ์ใน itv ด้วย กลุ่มเด็กเหล่านี้ เรียนกับ อ.ปัญญา ด้วย และทำงานอยู่ในชุมนุมโรบอท ด้วย ก็อาจารย์คนเดียวกับที่คุณวิจารณ์แบบไร้สติในกระทู้ 8863 นั่นแหละ
http://www.matichon.co.th/mcnew/mcdetails.asp?sect=onl&nfile=onl02280845&selectdate=2002/08/28

อยู่คณะวิศวะ ตอนส่งผลงานยังเรียนอยู่ปี 3 แต่ตอนประกาศผล ตอนนี้เขาอยู่ปี 4 แล้ว
ชนะเลิศที่ 1 ในระดับนานาชาติ เสียด้วย

ข่าวอยู่นี่ครับ
\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\3นิสิตวิศวะ'มก.'คว้ารางวัลเยี่ยม
ออกแบบรถไฟฟ้าใช้โปรแกรม'แคด'


3 นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ร่วมกันออกแบบสร้างชิ้นงานรถไฟฟ้า โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ "แคด/แคม" (CAD-Computer Aided Desigh/CAM-Computer Aided Manufacturing) ได้รับรางวัลชนะเลิศงานออกแบบประเภทสถานศึกษาในการประกวด "พีซีที อะวอร์ด 2002" จัดโดย บริษัทพาราเมตริก เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศสหรัฐ

นิสิตทั้งสามคนจากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าเครื่องกลการผลิต ได้แก่ นายพีระยุทธ์ พละกุล นายวรพจน์ ไตรวุฒิ และ นายวิรัช เทพารักษ์ ส่งชิ้นงานดังกล่าวเข้าแข่งขันกับคู่แข่งขันอื่นๆ จากทั่วโลกกว่า 300 ผลงานจากทั่วโลก ปรากฏว่าผลงานของนิสิตเกษตรศาสตร์ได้รับเลือกชนะเลิศซึ่งเป็นผลงานชิ้นเดียวจากภูมิภาคเอเชียที่ได้รับรางวัลในการประกวดครั้งนี้

นายวิรัชเปิดเผยว่า ผลงานการออกแบบครั้งนี้ได้ทำขึ้นขณะเรียนในชั้นปีที่ 3 โดยนำความรู้จากวิชาแคด/แคม เป็นโปรแกรมสำหรับวิศวกรรมเครื่องกลมาใช้ออกแบบ และจำลองรถไฟฟ้าของจริงย่อส่วนลงมา โดยออกแบบรถไฟลอยฟ้า 3 โบกี้ บรรจุผู้โดยสารโบกี้ละ 320 คน ทั้งจากภายนอกและภายใน

นายวิรัชกล่าวว่า ความยากในการออกแบบมีอยู่ด้วยกัน 2 จุดคือ ตอนเริ่มต้นงานออกแบบ จำเป็นต้องได้ข้อมูลขนาดสัดส่วนมาตรฐานจริงของรถไฟฟ้า ดังนั้นต้องไปวัดขนาดรถไฟฟ้าของบริษัทบีทีเอส แล้วนำมาถ่ายแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรม PRO/Engineer, Fly Through/Walk Through

"ความยากอีกอย่างในการออกแบบส่วนของส่วนประกอบย่อยของเครื่องยนต์กลไกภายในซึ่งสลับซับซ้อน เช่น สปริง โช้กอัพ น็อตต่างๆ ต้องออกแบบให้ได้สัดส่วนจึงจะประกอบกันเป็นตัวรถได้ ทางทีมได้แบ่งงานออกเป็นสามส่วน คุณวิรัชออกแบบส่วนหัวรถไฟ คุณพีระยุทธ์ออกแบบส่วนของตัวโบกี้ และผมออกแบบส่วนขับเคลื่อนรถ" นายวิรัชกล่าว

[84] จากคุณ :[พระพิรุณพิโรธ] [ไม่ได้ Login] [9/10/2002 3:09:46 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=101363

ที่มาจาก
http://www.ptc.com
หรือดูที่นี่ก็ได้
http://www.ptc.com/appserver/mkt/ptcawards/winners/international.jsp

[85] จากคุณ :[พระพิรุณพิโรธ] [ไม่ได้ Login] [9/10/2002 3:18:16 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=101366

เป็นยังไงครับ เจอของจริงเข้าไห้ นี่นิสิต ม.เกษตร ได้ถึงชนะเลิศระดับโลกเชียวน๊ะครับ
จากผลงานที่เข้าแข่งขัน 300 กว่าผลงาน ทั่วโลก

การที่คุณจะวิจารณ์อะไร คุณต้องมีแหล่งอ้างอิงด้วย
และข้อมูลทันสมัยหรือเปล่า
ไม่ใช่เลื่อนลอย ไร้สาระ ชวนทะเลาะ เขียนแบบต่อว่า เหวี่ยงแหไปเลย แบบไม่ต้องรับผิดชอบ

มีสติหน่อยครับคุณ ok_ คุณ Master
และคุณ okkkkk คุณ u_r_ok คุณ Very Good คุณ deep และ คุณ UN ในกระทู้ที่ 8863
ซึ่งผมมั่นใจจากสำนวนและช่วงเวลาว่า น่าจะเป็นคนๆ เดียวกัน



[86] จากคุณ :[พระพิรุณพิโรธ] [ไม่ได้ Login] [9/10/2002 3:37:46 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=101606

จริงๆแล้ว เด็กม.เกษตร มีเยอะไงหลายวิทยาเขตอีก %เลยต่ำไง รุ่นพี่ๆผมได้งานกันอย่างไวอ่ะครับ

[87] จากคุณ :[วศ.กษ.] [ไม่ได้ Login] [9/10/2002 10:35:39 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102167

อ่ะอ้า!!!ผมอยางม่ะได้บอกเลยนะนาว่าวิดวะมเกษตรม่ะเก่ง okบางเขนผมยอมรับเลยว่าใช้ได้นะ คนที่ได้รางวัลมาก้อเก่งอยุ่แล้วนะ มเกษตรคัดคนได้ไง ถ้าไปเรียนที่อื่นก้อเก่งอยุ่ดี
กล้ายืนยันนอนยันไมหละกะบัณฑิตวิดวะสกลนครถ้าสอนดีจิงๆจบคงมาคงคุณภาพไม่แตกต่าง
ได้ยินข่าวมาไปฝึกงาน เข้า shopที่ราชภัฎนี้ การตัดเกรดก้อไม่เท่ากัน ขนาดรุ่นพี่เก่งๆให้มาเป็นอาจานที่นี้หยางไม่มีใครมาเลย ไปทำงานเอกชนดีกว่ากล้าเอามาเทียบตัวต่อตัวไหมหละ
ว่ามาหลัยหวังเพียงปริมาณ ค่าหน่วยกิต หารายได้กับการออกนอกระบบ
เวลาจะเป็นเครืองพิสูจเอง รุ่นนอกหยางออกไปเรียนเอกชน หรือไม่ก้อเอนใหม่เยอะนะ
ผมกล้าพิสุจนืเลยนะ วิดวะมหานคร วิดวะเอแบค ผมว่คุณภาพดีกว่าวิดวะวิทยาเขตสกลนครเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆลองมใหละคุณ

[88] จากคุณ :[deep] [ไม่ได้ Login] [9/13/2002 9:28:33 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102211

คุณ ok_ คุณ Master
และคุณ okkkkk คุณ u_r_ok คุณ Very Good คุณ deep และ คุณ UN ในกระทู้ที่ 8863
และก็มาคุณ deep อีกทีหนึ่ง
และก็คุณ ox-series ในกระทู้ 8863
ปลอมชื่อกันเข้าไป ปลอมถึงขั้นทำเป็นคีย์ให้ผิดหลักภาษาไทย เพื่อให้ดูแตกต่างกัน หรือไม่ก็คงเรียนมาน้อยจริง ๆ ถึงได้คีย์ผิดคีย์ถูก

ใครบอกคุณว่าคนได้รางวัลเขาเก่งอยู่แล้ว คุณนี่มั่วสุด ๆ พูดไปเรื่อยเปื่อย คุณรู้หรือเปล่าว่า พี่เขาเหล่านี้ เข้ามาเรียนใน ม.เกษตร ซึ่งช่วงนั้น สาขาไฟฟ้า เครื่องกล การผลิต เพิ่งเปิดเป็นครั้งแรก ไม่ค่อยมีคนเลือกเรียนเลย คะแนนก็ต่ำด้วย โดยการเลือกสาขาจะมาเลือกตอนจะขึ้นปี 2
ขอให้ดูตัวอย่างล่าสุดที่ภาพนี้ ผมมีหลักฐานอ้างอิง คุณดูคะแนนต่ำสุดซิครับ
http://kucitypic.kasetsart.org/kucity.com1/kucity_pic278/IMG_3624.JPG
และพี่ที่ชนะเลิศเขาก็เรียนปานกลาง แต่อาศัยว่าหลักสูตรของเราดี ทฤษฎีและปฏิบัติของเราไม่ด้อยกว่าใคร (ผมใช้คำว่าไม่ด้อยกว่าใคร แต่ผมไม่ใช้คำว่าดีที่สุดกว่าที่อื่น ผมรู้มารยาทพอในการเปรียบเทียบกับสถาบันอื่น)
เขาเก่งขึ้นตอนที่มาเรียนใน ม.เกษตรนี่แหละครับ คุณนี่ก็อ้างแบบลอย ๆ ยกเมฆมาเลยน๊ะครับ
แหม มีการบอกด้วยน๊ะว่า ถ้าเรียนที่อื่นก็เก่งอยู่ดี อ้าว แล้วถ้าไปเรียนที่ รามคำแหง (ตามที่คุณไปดูถูกเขาไว้น่ะ) จะเก่งอย่างนี้ไหมครับ

เขียนไปเรื่อยเปื่อย พอเขาจับผิดได้ และตอบกลับได้ทุกประเด็น ก็เบี่ยงไปเบี่ยงมา
ไม่เป็นไรครับ คุณว่ามา พวกเราก็ตอบกลับ

คิดดูไม่รู้จะว่าเกษตรยังไง ก็ไปว่าอาจารย์ปัญญาเฉยเลย แล้วเจอของจริง ก็ถอยกลับไป แล้วไปเปลี่ยนสำนวนมาเขียนใหม่อีก

และสรุปว่า เกษตรต้องเลวจนได้ใช่ไหมครับ

ตอนแรกคุณก็ต่อว่าแบบเหวี่ยงแหเป็น ม.เกษตร ทั่ว ๆ ไปหมด พอเจอของจริง ก็เบี่ยงมาเลยเชียวน๊ะครับ เปลี่ยนมาเป็นวิทยาเขตสกลนคร แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับที่อื่น (คุณนี่ยั่วยุจังเลยน๊ะครับ)
ทำไมคุณไม่เขียนมาเลยว่าไม่ดีอย่างไร มันไม่จำเป็นต้องไปโยงสถาบันอื่นได้ไหมครับ มารยาทคุณน่าจะมีบ้าง

เอาล่ะกลับมาที่ วิทยาเขตสกลนคร
ก็วิทยาเขต เขาเพิ่งก่อตั้งไม่ใช่เหรอ จะให้ดี perfect เหมือน ม.มหานคร ม.เอเบค ที่เป็นเอกชนที่ตั้งมานานได้ยังไง คุณต้องลองเปรียบเทียบในช่วงระยะเวลาเดียวกันซิครับ แล้วคุณก็ลองเปรียบเทียบเงินงบประมาณด้วย และค่าหน่วยกิตด้วย ไม่ใช่มีอคติกันแบบไม่ดูข้อมูลกันเลย

และคนที่เขาเลือก เขาก็รู้อยู่แล้วว่าวิทยาเขตเขาเพิ่งจะตั้ง คนเขาก็ต้องศึกษาดูก่อนแล้ว ไม่ใช่หลับหูหลับตาเลือก

ส่วนเข้า shopที่ราชภัฎนี้ ผมอยู่ทางนี้คือบางเขน ผมไม่รู้อะไรที่นั่นมากนักหรอก
แต่ถ้าจะเข้า แล้วจะทำไม ก็ช่วงแรกของการตั้งวิทยาเขต มันไม่ใช่ว่า ทุกอย่างต้อง perfect หมด แล้วจึงเปิดให้มีการเรียนได้ เขาก็แค่ perfect ประมาณ 60-70% ก็น่าจะเปิดได้แล้ว ก็อย่างที่ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ขนาดอะไรหลายอย่างไม่พร้อม เขาก็เปิดไปก่อนได้ และทุกมหาวิทยาลัยก็เป็นเช่นนั้น ม.นเรศวร เพื่อนผมที่อยู่ที่นั่นก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
มันยากมากที่ ม.ในต่างจังหวัด จะมีความพร้อมหมดทุกด้าน แต่ถ้าได้ซัก 60-70% ก็น่าจะพอไปได้แล้ว แล้วค่อยจัดสรรงบประมาณในปีถัดไปมาเติมไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ ปี
ไม่มีรัฐบาลที่ไหนหรอกที่ให้งบประมาณโครมเดียว แล้วมหาวิทยาลัยอยู่ได้เลย ส่วนใหญ่เขาก็ให้ทีละนิด แบ่ง ๆ กันไปทุกสถาบันอุดมศึกษา

ส่วนคำวิจารณ์อะไรของคุณ ช่วงข้อความหลัง ๆ ช่วยหาหลักฐานหน่อยซิครับ มีอะไรยืนยัน อยากซักแค่พิมพ์แบบเลื่อนลอย

เวลาพวกผมตอบ ผมต้องไปควานหาหลักฐานมาอ้างอิง แต่เวลาคุณเขียน คุณกล่าวหาลอย ๆ มาโดยตลอด ใครไม่ชอบหน้าใคร ก็เขียนอย่างนี้ได้

แต่พวกเรามีความเป็นผู้ดีพอ ที่จะไม่วิจารณ์ใครโดยขาดข้อมูลอยู่ในมือ

คุณวิจารณ์อะไร ขอได้ไหมครับ ไม่ต้องแขวะ มันเหมือนเป็นซากขยะทางความคิดน่ะครับ มันไร้สาระมากจริง ๆ

เอาล่ะเอาอย่างนี้ดีกว่า ตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่าคุณมี อคติกับ ม.เกษตร เป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้การวิจารณ์ของคุณมีอคติ และผมก็ไม่รู้ความบริสุทธิ์ใจของคุณ

คุณก็ช่วยวิจารณ์ มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย ดูหน่อยไหมครับ แล้วผมจะดูว่าคุณมั่วแค่ไหน

หรือไม่คุณช่วยจัดอันดับหน่อยได้ไหมครับ เห็นคุณอ้างอิงสถาบันอื่นมากจังเลย
คุณช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับว่า ม.เกษตร จัดอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ในบรรดาสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด เห็นว่าคุณเก่งไม่ใช่เหรอ ช่วยบอกอันดับให้หมดเลยทุกมหาวิทยาลัย ช่วยหน่อยน๊ะ แบบว่าอยากรู้

[89] จากคุณ :[วิศวะบางเขน] [ไม่ได้ Login] [9/14/2002 12:48:29 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102215

อ้างอิงที่นี่
http://kucity.kasetsart.org/kucity/WebFormDetailBoard.aspx?BRD_ID=7322&PAGE=1

[90] จากคุณ :[วิศวะบางเขน] [ไม่ได้ Login] [9/14/2002 12:56:38 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102228

ถึงคุณ deep อีกซักครั้ง

คุณกลั้นใจเขียนหรือเปล่าที่ว่า "วิดวะมเกษตรม่ะเก่ง okบางเขนผมยอมรับเลยว่าใช้ได้นะ"

ได้รางวัลระดับโลกนี่น๊ะ และชนะผลงานมาเกือบ 300 ผลงาน ทั้งจากทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย หรือทั่วโลกทั้งหมดนี่น๊ะ
ได้ แค่คำว่า "ใช้ได้" จากคุณ

ผมว่าคุณมี อคติ กับ ม.เกษตร แล้วครับ ถึงขั้น อิจฉา ริษยา แล้วครับ

หรือคุณไม่รู้ตัวคุณเอง

[91] จากคุณ :[วิศวะบางเขน] [ไม่ได้ Login] [9/14/2002 1:39:57 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102422

อือๆเอาเข้าไป55555ตกลงจะบอกว่าตัวเองดีให้ได้ใช่เป่า ดีก้อดีอ่ะบอกแล้วไงถ้าบางเขนไม่เถียงไง
แล้วการตัดเกรดหละท่านจะว่าไง มันไม่ตลกเหรอท่าน ทำไมเกรดแต่หละที่เกรดเดียวกันคุณภาพ ความยากง่ายไม่เท่ากันหละ
จบเป็นบัณฑิต มเกษตร ได้ Cเท่ากัน แต่ความยากง่ายการได้มาเหมือนกันม่ะ
ทั้งๆๆที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบัณฑิตเหมือนกัน ไม่พร้อมขนาดไปฝึกงานที่ราชภัฎนี้อะนะเหอๆ
แล้วจะไปร้องหาเอาอะไรกะคุณภาพบัณฑิต ขนาดบางเขนเครืองไม้เครืองมือขนาดนี้ยังได้ไม่เท่าไรเลย
ราชภัฎมีความชำนาญทางด้านวิดวะตั้งแต่เมือ่ไรกันถ้าไม่พร้อมขนาดนี้อย่าเปิดเลยดีกว่า
ไม่ใช่เรียนๆสอนๆจบออกมาก้อเปงวิดวะ
เวลาเมื่องนอกเขาประเมินก็แยกเป็นวิทยาเขตอยุ่ดีแหละ
ว่างๆลองๆหาที่เขาจัดอันดับมาดูบางนะ
ไม่ใช่เป็นกบในกะลาครอบ ไม่ดูว่าฝดลกไปถึงไหน คิดแต่ว่าดีๆ
อันนี้มองในภาพรวมนะ สกลนครไม่พร้อม

[92] จากคุณ :[madfever] [ไม่ได้ Login] [9/14/2002 11:54:43 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102444

ถึง
คุณ okkkkk
คุณ u_r_ok
คุณ Very Good
คุณ deep
คุณ UN
คุณ ok_
คุณ Master
คุณ deep
คุณ ox-series
คุณ overhorn
และสุดท้าย คุณ madfever

คุณมั่วหรือเปล่า กล่าวหาลอย ๆ หลักฐานมีหรือเปล่าครับ ถ้ามีคุณทำไมไม่แจ้งไปที่ทบวงล่ะครับ มาบ่นอะไรกันในนี้ กล้า ๆ หน่อยซิครับ แจ้งไปเลย

คุณเขียนคำเท็จ โกหก หาหลักฐานอะไรไม่ได้ แล้วผมจะตอบอย่างไรล่ะครับ คนเคยโกหกจนเขาจับได้ แล้วมากล่าวหาอย่างนี้อีก ผมว่าคุณไปทำการบ้านหาข้อมูลมาก่อนดีกว่าครับ

ส่วนถ้าจะว่าในเรื่องมาตรฐาน เอาแบบทัศนะ กว้าง ๆ แบบมองประเทศไทยทั้งประเทศ ก็พอจะเสนอความเห็นกันได้ (ผมก็ไม่คิดอะไรกับคุณมากมายครับ ถ้าคุณลดการพาดพิง ในเรื่องกากขยะ ก็จะดีมาก แล้วคุณจะได้สาระมากขึ้น)

และผมจะบอกให้ วิทยาเขตต่าง ๆ เขาก็มีมาตรฐานที่ต่างกัน ก็เป็นทุกที่แหละครับ มันจะเท่ากันได้อย่างไร ด้วยสภาพของงบประมาณ บุคลากร และสภาพนิสิตนักศึกษาที่รับเข้ามา

อันนี้ก็เห็นด้วยกับคุณ ก็จัดอันดับไปซะเลย วิทยาเขตใครวิทยาเขตมัน และคุณไม่ต้องมาคาดหวังว่า ชื่อ ม.เกษตร ต้องได้มาตรฐานเดียวกันทุกวิทยาเขต คุณคิดเช่นนั้นก็บ้าแล้วครับ

ขนาด ม.ในต่างประเทศเขาก็ยังทำไม่ได้เลยครับ

เอาง่าย ๆ มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ก็สังกัดทบวงใช่ไหมครับ แล้วคุณยอมรับไหมครับว่า ทุกแห่งมาตรฐานไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่สังกัดทบวงอันเดียวกัน แล้วทำไมไม่เท่ากันล่ะ แล้ว ม.ต่างจังหวัด กับ ม.ในกรุงเทพ ล่ะ มันต่างกันใช่ไหมครับ แล้วคุณคิดว่าเหตุผลที่ไม่เท่ากันเพราะอะไรล่ะครับ ผมอยากถามความคิดของคุณดูบ้าง คุณช่วยบอกหน่อยซิครับ ว่าทำไมถึงไม่เท่ากัน แล้วคุณคิดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรล่ะครับ ถ้าคิดแบบคุณ ก็ไม่ต้องเปิดมันเลยสถาบันอุดมศึกษาน่ะ เพราะมาตรฐานไม่เท่ากันหรือไม่พร้อมเมื่อเทียบกับมาตรฐานสูงสุดของคุณใช่ไหมครับ แต่คุณบอกว่าอย่าเป็นกบในกะลา ถ้าอย่างงั้นลองไปเทียบกับ U ในอมริกา หรืออังกฤษ ในระดับโลกเลยไหมครับ เอามาตรฐานให้เท่ากับเขา เพราะตามความคิดของคุณถ้าไม่ได้มาตรฐานชั้นสูงสุดของคุณ ก็อย่าเปิด ผมว่าน่ะมันจะไม่มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในประเทศไทยถ้าใช้หลักคิดแบบคุณ

วิธีคิดของคุณมันใช้ไม่ได้หรอกครับ

ผมไปค้นข้อมูลมาให้คุณดู จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ลองอ่านดูน๊ะครับ แนวความคิดของระดับนายกของประเทศ และแนวโน้มของลักษณะของการศึกษาในอนาคต
http://www.thairath.co.th/13_8_2002/column/Remark.html

จากบทความนั้น ได้ตอบคำถามของคุณได้เกือบหมด ไม่ว่าการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ปัญหาด้านงบประมาณ แทนที่จะทุ่มเงินหมดไปกับการสร้างตึก อันไหนที่มีอยู่แล้วก็ใช้ร่วมกันได้ ปัญหาเรื่องมาตรฐานไม่เท่ากัน ก็ให้จัด ranking ไปซะเลย เช่น U top 10 , top 20 , top 50 ก็ว่ากันไป

ผมจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกซักตัวอย่างหนึ่ง

กรณีการกีดกันทางการค้า ระหว่างประเทศ
อย่างอเมริกาหรือยุโรป เขาจะมีการตั้งกำแพงเรื่องมาตรฐานต้องได้ตามที่เขาระบุ
สมมติว่า ประเทศไทยเราไม่สามารถพัฒนาสินค้าให้ได้ตรงตามมาตรฐานที่เขาระบุ ถ้าตามความคิดของคุณ ประเทศไทย ควรจะยุติการผลิตสินค้าตัวนั้นใช่ไหมครับ เพราะประเทศไทยเราไม่พร้อมนิครับ เอาอย่างเช่น ไก่ หรือ กุ้ง ก็ได้ที่ตอนนี้กำลังฮิตเรื่องการกีดกันกันอยู่ แล้วคุณคิดว่าประเทศไทยต้องเลิกผลิตไก่และกุ้ง เลยใช่ไหมครับ แล้วเกษตรกรจะทำอย่างไรล่ะครับ แล้วถ้าเกิดเขาตั้งมาตรฐานสินค้าเกษตรทุกตัวเลย แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะครับ ให้เลิกผลิตเลยใช่ไหมครับ หรือจะต้องรอฝึกอบรมให้เกษตรกรทุกคนมีการพัฒนาความรู้ให้เท่ากับประเทศมหาอำนาจ แล้วคุณคิดว่าอีกกี่ปีครับ แล้วคนไทยเรารอได้ไหมครับ
ถ้าอย่างนี้แล้ว หยุดผลิตไปเลย แล้วเอาคนไทยส่วนมากของประเทศก็หันมาทำงานเป็นแรงงานทาส หรือขายตัว ขายบริการ รับใช้ต่างชาติ กันให้หมดเลยใช่ไหมครับ ส่วนคนไทยที่เป็นนายทุนก็รอดตัวไปเพราะมีกำลังเงิน กำลังเทคโนโลยี

แล้ววิธีแก้ทำอย่างไรล่ะครับ ระดับประเทศเขาไม่แก้กันด้วยวิธีที่ไม่ฉลาด แบบจำยอม โดยการแต่งตัวเตรียมเป็นทาส ปิดกั้นคนในชาติของตัวเอง แบบอย่างเดียวกับคุณหรอกครับ

เขาก็ใช้วิธีไปขายที่อื่นก็ได้ ประเทศแถวเอเชียก็ได้ เช่น จีน ไต้หวัน อเมริกาใต้ อาฟริกา อย่างนี้เป็นต้น
แล้วแบบนี้เป็นผลดีไหมครับ คำตอบมีดี มากกว่ามีเสีย เพราะอะไรครับ

1.ช่วยเหลือคนส่วนมากของประเทศ ซึ่งเป็นคนที่ด้อยโอกาสไม่ว่าจะทางด้านกำลังทุน กำลังความรู้ ถึงแม้ว่าเขาจะผลิตได้ไม่ได้มาตรฐาน แต่พวกเราก็ต้องช่วยค้ำจุนเขา เพื่อว่าเมื่อเขาอยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้เพราะเขารู้แล้วว่าถ้าเขาไม่พัฒนา โอกาสอยู่รอดคงจะยาก แต่ต้องไม่ใช่ไปตัดกำลังของเขา
2.ถ้าใช้วิธีคิดแบบคุณ คนรวยที่พร้อมทุกอย่างจะรอด และผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ แต่ประชาชนทั้งประเทศจะตาย เพราะโอกาสยิ่งมีน้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งน้อยเข้าไปหนักขึ้น

ดังนั้น ด้วยวิธีคิดแบบคุณ การศึกษาในระดับอุดมศึกษา จะถูกผูกขาดด้วยสถาบันที่มีความพร้อมทุกด้าน และกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพ เพื่อตอบสนองต่อคนร่ำรวยในเมือง ที่พร้อมมากกว่า คนในต่างจังหวัด

และสถาบันที่เขาพร้อมทุกด้านมาได้เพราะอะไรล่ะครับ
1.ก็เพราะสถาบันที่เก่าแก่เหล่านั้น ในอดีตมันมีไม่กี่สถาบันเอง เมื่อเวลาแบ่งงบประมาณ ก็ต้องได้มากกว่าอยู่แล้ว และบางแห่งได้ทรัพย์สินส่วนพระองค์จากพระมหากษัตริย์ในอดีต มาเป็นทุนรอน และเอาพื้นที่บางส่วนที่ทำเลดี ๆ มาทำเป็นห้างใหญ่ สนองตอบทางธุรกิจและมอมเมาเยาวชนวัยรุ่น แล้วอ้างว่านำเงินเหล่านั้นมาใช้เพื่อการศึกษา (แต่กลับทำลายสังคมไปแล้ว)
2.เพราะเวลาได้ผ่านมานาน ก็มีโอกาสปรับตัวและพัฒนามาได้อย่างต่อเนื่อง

แล้วปัจจุบันนี้ สถาบันใหม่ ๆ ของรัฐที่เกิดขึ้นมา คุณคิดว่าจะให้มีความพร้อมเหมือนสถาบันเก่าแก่ มันเป็นไปได้หรือ งบประมาณไม่ใช่ได้มาก้อนใหญ่ทีเดียวก็เปล่าเลย ภาครัฐเขาก็ให้เป็นก้อนเล็ก ๆ ให้เป็นปี ๆ ไม่ได้ให้เป็นก้อน แน่นอนมันก็ต้องใช้เวลาในการพัฒนา

ดังนั้นถ้าคิดแบบคุณ ความได้เปรียบจะตกอยู่กับสถาบันเก่าแก่ แล้วถามว่า สถาบันเก่าแก่จะรองรับนิสิตนักศึกษาได้ทั่วประเทศหรือ อาจารย์มีกี่คนกันเชียว ตึกมีกี่ตึก หรือว่าพอพ้นจากสถาบันเก่าแก่เหล่านี้แล้ว ก็โยนภาระมาที่ ม.รามคำแหง ใช่หรือไม่ คือให้ไปเรียนที่บ้าน ใช่หรือไม่ แล้วคุณตอบโจทย์นี้ได้ไหมครับ

ผมถึงบอกคุณไงว่า คุณมองได้รอบด้านแล้วหรือยัง

ถ้ากลับมาที่ ม.เกษตร บ้านเราบ้าง ตอนนี้เรามี 7 วิทยาเขต ผมต้องถามว่า เราเปิดให้มีการเรียนการสอนเพียงแค่ 4 วิทยาเขต เท่านั้น เพราะอะไรล่ะครับ เพราะเราคิดว่า ในเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้างบประมาณแผ่นดินยังไม่พร้อม ก็เปิดให้มีการเรียนการสอนแค่ 4 วิทยาเขตนี้ก่อน (คือมีนิสิตเรียนจริง ๆ) ส่วนอีก 3 วิทยาเขต ก็ stand by ไว้ก่อน โดยอาจใช้สถานที่มาเป็นสถานีวิจัยหรือฝึกงานไปก่อนก็ได้

ถ้าคุณดูอย่างวิทยาเขตศรีราชา ในระยะ 5 ปี ที่ผ่านมา ในช่วงแรกก็ไม่พร้อมหลายอย่าง หอพักก็ยังไม่มี แต่ตอนนี้หอพักมีแล้ว เพราะงบประมาณเขาจัดสรรให้เป็นปี ๆ ผมถามว่า ถ้าคิดแบบคุณ ก็คงอย่าเพิ่งเปิดใช่ไหมครับ แล้วเงินจะเอามาจากไหนครับ แล้วคุณคิดว่า ส.ส. หรือคณะรัฐมนตรี เขาอนุมัติเงินให้คุณไปสร้างตึก ปรากฏว่า ผ่านไป 5 ปี คุณยังไม่รับเด็กมาเข้าศึกษา ด้วยเหตุว่าคุณรอความพร้อมให้ perfect เทียบเท่าสถาบันเก่าแก่ คุณคิดว่า คณะรัฐมนตรี เขาจะอนุมัติเงินให้ในปีถัดไปไหมครับ เพราะมันไม่เห็น activity เลย แล้วคุณคิดว่า คนที่เขาบริจาคที่ให้นี่ เขาไม่ต่อว่าหรือครับว่าทำไมไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย

แล้วคุณรู้หลักการบริหาร การจัดการหรือไม่ ทุกอย่างต้องมีการก้าวเท้าแรกก่อน ไม่มีใครหรอกครับที่กระโดดได้เลย ขนาดสถาบันเก่าแก่ ในระยะเริ่มก่อตั้งก็มีปัญหาเหมือนกัน.. ถ้าคิดแบบคุณ ก็ต้องนอนอยู่เฉย ๆ ดีกว่า เพราะคิดแต่ว่าเราไม่พร้อม

แล้วถามต่อไปว่า ในฐานะผู้บริโภคบ้าง ถ้าอย่างในกรณีตัวอย่างเรื่องไก่กับ กุ้ง ประเทศจีน อเมริกาใต้ อาฟริกา เขาก็รู้ เขาไม่โง่หรอกครับ แต่ด้วยกำลังซื้อเขามีต่ำกว่า เขาก็ต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเขา

ผมไม่เชื่อเรื่องทำให้ทุกองค์กรมีมาตรฐานเท่ากันหรอกครับ เขามีแต่มาตรฐานที่มีหลายระดับ หรือหลากหลายให้ผู้บริโภคได้เลือกตามกำลังความต้องการของเขาเอง ก็เห็นด้วยให้จัด Ranking ไปเลย และผมก็ได้ข่าวว่าจะมีการจัดอันดับเรื่องนี้เหมือนกัน

ขอสรุปแล้วครับ

ผมว่าในอนาคต ถ้าจากบทความที่เขาเขียนมา คุณอาจต้องเป็นหมาเฝ้าบ้าน ไปทุกสถาบันเลยครับ เพราะมันจะไม่ถูกใจคุณทุกสถาบันแน่ ๆ ครับ

ก็ขอบคุณ ที่คุณเลือกเป็นหมาเฝ้าบ้านให้กับ ม.เกษตร ของเรา แต่ถ้า เดินแถวสกลนคร ก็ระวังหน่อยน๊ะครับ ท่าแร่ ก็อยู่ใกล้ ๆ ระวังจะถูกแล่เนื้อเอาไปทำลูกชิ้นหมาน๊ะครับคุณ

[93] จากคุณ :[วิศวะบางเขน] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 3:03:13 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102448

ข้อความนี้ "ขนาดบางเขนเครืองไม้เครืองมือขนาดนี้ยังได้ไม่เท่าไรเลย"

โอ้โห คุณเอ๋ย บางเขนนี่ไม่เท่าไหร่เลยใช่ไหมครับ ช่างมีอคติอะไรเช่นนี้ ขนาดว่าเราชนะเลิศในระดับโลก คุณก็บอกได้แค่ว่า "ใช้ได้" แล้วตอนหลังคุณ ก็มาบอกว่า ดีก็ดี แบบกลั้นใจ แล้วตอนหลังไหงมาเป็นว่า "ยังไม่เท่าไหร่เลย"

สรุปว่า เกษตรต้องเลวไปหมดใช่ไหมครับ คุณเด็กมหาลัยอื่น แต่ผมไม่ไร้สาระตอบแบบคุณหรอกว่า "อือ ๆ เอาเข้าไป 55555 ตกลงจะบอกว่าให้ตัวพวกเราต้องเลวให้ได้ใช่หรือเปล่า เลวก็เลวอ่ะบอกแล้วไงว่า พวกเราเลว" พวกเราไม่ไร้สาระหรอกครับคุณ




ถึงทีมงานเคยูซิตี้ ครับ ลบได้เลยครับ ในข้อความถัดไปจากพวกที่มาป่วน ด้วยข้อความที่เลื่อน
ลอยขาดหลักฐาน และไม่ใช่ว่าพวกเราปิดกั้น พวกเราพยายามหาข้อมูลมาตอบยันตลอด แต่บางครั้งมันก็สร้างความรำคาญได้เหมือนกัน เพราะเขาไม่ยอมตอบคำถามที่เราถามกลับไปบ้าง มันไม่แฟร์ครับ

[94] จากคุณ :[วิศวะบางเขน] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 3:29:40 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102452

ถึงคุณวิศวะบางเขน
ผมทึ่งคุณจริง ๆ คุณช่างพยายามมาตอบกับพวกไร้สาระพวกนี้
ผมว่าคุณไปนอนดีกว่าครับ หรือไม่ก็ไปอ่านหนังสือสอบดีกว่าครับ
ม.เกษตร ไม่ล่มจมหรอกครับ ถ้าไม่ได้มาตอบคำถามงี่เง่า ของคนนอกมหาลัยที่ไม่เปิดเผยตัวเอง กลิ้งกลอกไปวัน ๆ
เดี๋ยวผมจะช่วยกันแจ้งลบแบบกระหน่ำให้ครับ
ไม่มีใครว่าหรอกครับ ถ้าแจ้งลบ เพราะเราพยายามอย่างดีที่สุดแล้วที่ไปควานหาคำตอบที่มีเหตุผลและมีหลักฐานมาตอบให้ เมื่อเทียบกับคนนอกมหาลัย

[95] จากคุณ :[เกษตรกำแพงแสน] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 4:27:16 AM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102508

ตามใจนะถ้าอยากจะฟังแต่สิ่งที่อยากฟัง อยากเห็นเฉพาะในสิ่งที่อยากเห็น
ก็ไม่ต้องเปิดเวบให้เป็นสาธรณไงเปิดเล่นเฉพาะกลุ่มคุยกันเอง ชมกันเองดีออก
ผมก็ไม่ได้บอกนี้ว่าให้มาตรฐานมันเท่ากัน เอาเป็นว่าในระดับที่ยอมรับได้แล้วกันว่างๆก็เรียนเชิญ คุณวิดซาว่ะบางเขนไปดูหน่อยว่าที่สกลเขาเรียนกันหยางไง เอาเป็นว่าอือๆวิดวะราชภัฎดีๆๆนี้เองการรับประกันคุณภาพการศึกษาหละไปถึงไหน
ที่รู้ๆเป็นเพียงนโยบายในกระดาษนะ เอาจิงกล้าไหมหละใครจบวิทยาเขตไหนระบุในทราสคริปไปเลยว่าจบจากวิทยาเขตไหน
แต่ก็โกหกใครโกหกไดก้แต่โกหกตัวเองไม่ได้หรอก
ถึงไม่ระบุดูตามเนื้อผ้านก็รู้เองนี้นะหรือวิศวะ มเกษตร
มหาลัย คือที่มีห้อง อาจานสอนบินกลับ มีแค่นี้เหรอมหาลัย
ไหนหละความโดดเด่น ทางวิชาการ ถ้าทำแบบนี้ราชภัฎก็ทำได้นะ บางที่เข้าใจในความต้องการของท้องถิ่นได้ดีกว่าด้วยซ้ำแล้วก็อยากจะโกอินเตอร ขนาดนี้คุณภาพบัณฑิตที่จบมาก็น่าเกลียดแล้วนะ ถ้าอยากทำแค่ มอ7 มอ8 วิยาลัยชุมชนคิดว่าทำได้ดีนะแต่มหาลัยนี้น่ากัวนะ
ถ้ามหาลัยมีแค่เนี้ย ใครก็ได้เป็นอาจารย์เอารุ่นพี่มาสอนรุ่นน้องนี้ไม่ใช่ รร อนุบาลนะจ๊ะ
ถามจริงเถอะคนที่จบปริญญาตรีมาความรุ้เชิงลึกมากน้อยแค่ไหน พอแล้วเหรอสำหรับคนที่เป็นอาจารย์ ถ้าอย่างงั้นคงไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์แบบอาจารย์ ยืน
ศรีราชา okความน่าจะเป็นที่จะพัฒนาต่อไปยังพอมีนะ ยังพอเห็นแสงอยุ่ร่ำไรๆ
ถ้าต้องการแค่เพียงที่ๆรับเด้กที่จบม6มาเรียนสอนๆก็ได้นะ และไม่ต้องมาถามหาคุณภาพ
แล้วไม่ต้องมาโว้ย ที่หลังMODELนี้ก้อMODELกะราชภัปัจจุบัน
ตกลงมหาลัยจะไปทางไหนเนี้ย
ตามจริงใครๆก็อยากจะเรียนจุฬานะ จุฬาก็น่าจะขยายโอกาศแบบนี้บ้าง
ตั้จุฬาฯ.ให้ครบทุกหวังหวัดเปิดสอนแพทย์ให้ครบทุกจังหวัดเพื่อให้คนได้เรียนมหาลัยปืดมากขึ้น เรียนหมอกันมากขึ้น ....................

[96] จากคุณ :[Route66] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 12:45:17 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102543

ถึง
คุณ okkkkk
คุณ u_r_ok
คุณ Very Good
คุณ deep
คุณ UN
คุณ ok_
คุณ Master
คุณ deep
คุณ ox-series
คุณ overhorn
คุณ madfever

และสุดท้าย

คุณ Route66 ปลอมชื่อกันเข้าไป ไม่เคารพแม้แต่ตัวเอง


คุณโกหกคำโตอีกแล้วครับ จากข้อความว่า "ผมก็ไม่ได้บอกนี้ว่าให้มาตรฐานมันเท่ากัน"

ตกลงจุดยืน...คุณเริ่มอ่อนลงแล้วใช่ไหมครับ
จากที่เคยเขียนว่า ทุกวิทยาเขตมาตรฐานต้องเท่ากัน
พอเจอข้อมูลที่แท้จริงเข้าไป เริ่มเขวแล้วหรือครับ

ยืนยันจากข้อความที่คุณเขียน
................
ตอนคุณใช้ชื่อว่า คุณ "deep"

"กล้ายืนยันนอนยันไมหละกะบัณฑิตวิดวะสกลนครถ้าสอนดีจิงๆจบคงมาคงคุณภาพไม่แตกต่าง"
...................
ตอนคุณใช้ชื่อว่า คุณ "madfever"

"แล้วการตัดเกรดหละท่านจะว่าไง มันไม่ตลกเหรอท่าน ทำไมเกรดแต่หละที่เกรดเดียวกันคุณภาพ ความยากง่ายไม่เท่ากันหละ
จบเป็นบัณฑิต มเกษตร ได้ C เท่ากัน แต่ความยากง่ายการได้มาเหมือนกันม่ะ
ทั้งๆๆที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบัณฑิตเหมือนกัน"
...................


ตอนนี้ คุณก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น คุณ "Route66" กลับกลายเป็นว่า "เอาเป็นว่าในระดับที่ยอมรับได้แล้วกัน"

ตอนนี้เหลือลงมาว่า ขอให้ยอมรับได้ก็แล้วกัน

อืมห์ ผมว่าคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ คุณอาจเปลี่ยนใจกลับเข้าเรียนใหม่ที่วิทยาเขตสกลนคร ก็ไม่แน่น๊ะครับ

ตอนนี้ถ้าผมพยายามจะเดาในตัวคุณ คุณก็คงจะเคยได้เรียนที่วิทยาเขตสกลนคร แล้วหลังจากนั้นก็คงจะเจออะไรที่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ หรือ ไม่ถูกจริตในความคิดของคุณ คุณก็เลยลาออก (หรือไม่ก็โดนไล่ออก หรือไม่ก็ รีไทร์) แล้วไปเข้าสถาบันอื่น แล้วทีนี้ ด้วยความเป็นคนเจ็บแค้น ผูกอาฆาตพยาบาทเอามาก ๆ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าที่นั่นได้ทำอะไรคุณไว้ ดังนั้นก็ไหน ๆ แล้ว ก็ทิ้งบอมบ์ที่เก่ามันซะเลย ไม่รู้ว่าผมเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือเปล่า

เพราะการแนะนำของคุณ ผมสังเกตแล้ว มันไม่ใช่การแนะนำธรรมดาที่ผู้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ควรจะพึงทำ เพราะคุณมีการเสียดสี แขวะคนอื่นตลอด (แล้วพลาดที่ไปแขวะอาจารย์ปัญญา ในกระทู้ 8863 ก็เลยเจอกับคนจริงเข้าให้) แล้วก็หลบเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่คนเขาถามทิ้งไว้

แต่อ่านของคุณดู อ่านไปก็รู้สึกสงสารคุณครับ ถ้าผมไม่สงสารคุณ ผมก็คงไม่ขยันมาตอบคุณเป็นหน้า ๆ ขนาดนี้หรอกครับ

ณ.ขณะนี้ ก็เดินหลงจนหาเรื่องมาลงจนได้ที่ วิทยาเขตสกลนคร

เรื่องราวที่โน่น ผมก็ไม่รู้มากนักหรอกครับ ก็อยากให้ทางโน้นเขามาตอบด้วยเหมือนกัน

แต่ผมก็พอจะบอกได้บ้างว่า วิทยาเขตสกลนคร ก็เพิ่งตั้งมาได้ ไม่ถึง 5 ปีเอง คุณจะเอาให้ perfect ทันทีมันเป็นไปไม่ได้ ก็จากเดิมที่เป็น ป่า หนทางกันดาร จากแค่พัฒนาทางด้านสถานที่ ก็กินเวลาไปกี่ปีแล้ว
มีอ้างอิงที่นี่
http://www.csc.ku.ac.th/History/hall.htm

ขนาดคุณเองก็เริ่มยอมรับ วิทยาเขตศรีราชาแล้ว
ก็ขนาด ศรีราชา ตั้งมาตั้งแต่ปี 2531 ตอนนี้ก็ปาเข้าไปจะย่างเข้า 15 ปี แล้ว ตอนตั้งศรีราชาครั้งแรก สภาพถนนหนทางไม่มีปัญหา เพราะอยู่ในเขตตัวเมืองเลย
คิดดูแล้วกันยังต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ซึ่งแรก ๆ ก็มีคนบ่นเรื่องความไม่พร้อมเหมือนกัน แต่ตอนนี้เสียงเริ่มซาลงไปแล้ว
อ้างอิง
http://www.src.ku.ac.th/kusc/detail.asp#history
แรก ๆ ก็มีปัญหา เรื่องอาจารย์ผู้สอน เรื่องสถานที่ไม่พอ แต่ศรีราชาได้เปรียบด้านสถานที่ ใกล้กรุงเทพ ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม และที่สำคัญ ยุคก่อตั้งตอนนั้นเป็นช่วงฟองสบู่ เม็ดเงินยังมีมากพอ

แต่เมื่อหันกลับมาที่ สกลนคร ประวัติความเป็นมา ไปดูที่นี่ครับ
http://www.csc.ku.ac.th/History/His_02.htm
และขอเสริมเพิ่มเติมว่า จังหวะไม่ค่อยดีคือ มาเกิดในตอนที่ฟองสบู่ได้แตก การก่อสร้างมีปัญหา รัฐบาลมีงบประมาณให้ไม่พอ อาคารไม่สามารถเกิดได้ตามแผน ประกอบกับบริเวณในวิทยาเขตยังเป็นป่า ต้องเสียเวลา และเสียงบประมาณไปบางส่วนในการปรับพื้นที่

ผมถึงบอกให้คุณ มองรอบด้านอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง วิทยาเขตเพิ่งจะเกิดมาแค่ 5 ปี เอง
แล้วคุณอย่ามั่วว่า เป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชื่อคณะเขาชื่อว่า "คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์" ไม่ใช่เหรอ ซึ่งชื่อคณะนี้ ก็ต้องบรรจุอยู่ใน transcript อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ และในใบ transcript ก็ต้องมีระบุที่อยู่ของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ
ก็ขนาดที่ ศรีราชา ยังระบุเลยว่า "คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา"

คุณอย่ามั่วนักเลย อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครจบเลยจากที่นั่น เพราะรุ่นพี่แก่สุด ก็เรียนอยู่ชั้นปี 4 เอง
คุณนี่มั่วจริง ๆ เลยครับ

ส่วนการสอนทางไกล Concept วิทยาเขตแห่งนี้ เขาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น
"เครือข่ายวิทยาเขตสารสนเทศ" ซึ่งเด็กที่มาเรียนเขาก็ต้องรู้....แล้วก็เป็น 1 ใน 10 ของวิทยาเขตสารสนเทศ ของทบวงมหาวิทยาลัย ที่มีระบบการเรียนการสอนทางไกล ซึ่งนั่นก็คืออยู่ในแผนของทบวงมหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง
อ้างอิง
http://www.csc.ku.ac.th/Couse/edu_03.htm
ซึ่งที่เขาอ้างอิง เขาก็เปิดเผยในที่สาธารณะว่า "สืบเนื่องจากการจำกัดอัตรากำลังในภาครัฐ ซึ่งก่อให้เกิดความขาดแคลนด้านบุคลากร" เขาก็ต้องใช้วิธีนี้
ผมทำงานเครือข่ายเกียร์สัมพันธ์ ผมมีเพื่อนต่างสถาบันเยอะ อย่างเช่นที่ ม.นเรศวร ม.บูรพา ม.วลัยลักษณ์ เขาก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน ก็ใช้วิธีเดียวกันนี่แหละครับ และก็มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันกับวิทยาลัยในพื้นที่

เอาง่าย ๆ อย่างที่วิศวะบางเขน การทำ shop หรือช่างพื้นฐานทางไฟฟ้าเช่น ตีกิ๊บ เดินสายไฟ ทำปริ๊นซ์ อะไรที่เป็นงานช่างพื้นฐาน เดี๋ยวนี้เขาใช้วิธีเหมาจ่าย ขอใช้สถานที่และเครื่องมือ จากวิทยาลัยช่างย่านใกล้ ๆ เลยครับ สะดวกไม่ต้องมาปวดหัวกับค่าใช้จ่ายด้านซ่อมบำรุง เพราะตอนนี้สถานที่มีจำกัดและคับแคบไปแล้ว

ถ้าอย่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งพวกนี้เขาก็มีวิทยาลัยสาย ปวช. ปวส. อยู่ในขอบเขตรั้วสถาบันอยู่แล้ว เขาก็ไปใช้สถานที่ร่วมกันได้

แล้ว ณ.ขณะนี้ งบประมาณด้านครุภัณฑ์ ถูกตัดทอนไปเยอะ เขาก็ต้องหันมาใช้วิธีนี้กันทั้งนั้นแหละครับคุณ

ส่วนเรื่องการประกันคุณภาพ คุณก็ไม่ต้องห่วงหรอก นี่ก็จะออกนอกระบบอยู่แล้ว ทางทบวงเขาก็มีคณะกรรมการไปตรวจสอบอยู่แล้ว แล้วแถมยังมีสภาวิศวกรไปตรวจซ้ำอีก
หวังว่าคุณคงจะเบาใจ

นี่ผมสงสารคุณน๊ะ ถึงต้องมาขยันตอบให้คุณ

ปล.ไม่ต้องไปอ้างสถาบันเก่าแก่ที่อื่นหรอกครับคุณ เขารวยอยู่แล้ว แค่หากินกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่เอามาทำเป็นธุรกิจมอมเมาเยาวชน ผิดวัตถุประสงค์ คุณไม่ต้องไปเทียบหรอกครับ และถึงจะเปิดวิทยาเขต เขาก็ต้องมาเจอปัญหานี้อยู่ดีแหละครับ อย่าเพ้อฝันเลย สำหรับเสือนอนกินอย่างนั้น เขาไม่เปิดหรอกครับ เรื่องอะไรจะไปลงทุนอีก เพราะมีความเสี่ยงในสถานการณ์อย่างนี้

และบอกให้ว่า การขยายวิทยาเขตเข้าสู่แหล่งที่กันดาร คุณคิดว่ามันเป็นการทำธุรกิจที่คุ้มค่าหรือครับ ขอโทษทีคุณคิดผิดแล้วครับ สำหรับกรณีของวิทยาเขตสกลนคร แล้วคุณรู้ไหมว่า การรับนิสิตเข้าศึกษาของที่นั่น 50% เป็นเด็กโควต้าในพื้นที่ภาคอีสาน และอีก 50% เป็นเด็กจาก entrance และในจำนวน 50% ของคนในพื้นที่ภาคอีสานนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนจน บางคนแทบจะไม่มีกิน จนต้องมีการตั้งกองทุนอาหารกลางวันกันในวิทยาเขตเพื่อให้คนเขามาบริจาค คุณคิดว่า ม.เกษตร จะได้กำไรมากนักหรือครับ และไหนจะค่าการลงทุนด้านเครือข่ายสารสนเทศอีก ลงทุนด้านการปรับพื้นที่ ที่ยังเป็นป่าอีกมากมาย

คุณก็คิดดูแล้วกันว่า คุณให้ความเป็นธรรมต่อ ม.เกษตร เพียงไหนครับ


[97] จากคุณ :[วิศวะบางเขน] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 4:00:40 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102546

ตัวเลข 50% มีอ้างอิงที่นี่ครับ ไม่เขียนอะไรลอย ๆ อยู่แล้วครับ ในสไตล์เกษตร ที่เปิดเผย ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
http://www2.csc.ku.ac.th/%7Efscieng/enter.html
หรือ ภาพตอนบรรยายแนะนำวิทยาเขต (อยู่ในกระทู้ที่ 8144)
http://kucitypic.kasetsart.org/kucity.com1/kucity_pic505/IMG_0042.JPG

[98] จากคุณ :[วิศวะบางเขน] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 4:25:20 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102575

สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์อะครับ ผมสังเกตุแล้วว่ามีทุกมหาวิทยาลัยจริงๆ และยังมีแบบโครงการเร่งผลิตอีกด้วย ของเราก็มีภาคพิเศษ ดูที่จบมาก็ไม่น่าต่ำกว่าหลักพันคนต่อปี(รวมเอกชนด้วย)แล้วอย่างงี้มันจามีงานเหลือให้กระผมทำไหมเนี้ย

[99] จากคุณ :[cs] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 8:43:59 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ

ข้อความที่=102589

งงงงงไม่เข้าใจในเมื่อจะขยายโอกาสให้คนในพื่นที่ จริงๆทามไมๆต้องรับเอนทราน
สู้รับคยในพื้นที่ทั้งหมดไม่ดีกว่าเหลือ ไหนๆก้อขยายแล้ว จะได้ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
คุณภาพที่ยอมรับได้ผมหมายถึงคุณภาพที่วิดวะทั่วๆควรมี พื้นฐานควรมีเท่าที่วิดวะเกษตรต้องผ่าน้กณฑ์เข้าใจป่ะ
กพ.ยอมรับได้เหรอวิดวะจบจากที่นี้ แล้วทามไมวิดวะจากราชภัฎไม่ยอมรับหลพทั้งๆที่การเรียนการสอนก็ไม่ได้แตกกต่างกันซักเท่าไร
นี้ลำเอียงนิ เกษตรก้อใช้ชื่อกินบุญเก่านิ
ไหนก้อไหนๆคุณวิดซาหวะบางเขนลองแสดงความคิดเห็นหน่อยดิ
ที่อีกไม่รุ้อีกกี่ปีที่ทางมหาลัยแสดง VISIONว่าต่อไปบางเขนจะต้องเปิดการรเยนการสอนเฉพาะปริญญาโทและเอกเท่านั้น
แล้วตรีจะให้ไปเรียนไหน ม.ศรีปทุม ธุรกิจบัณฑิตเหรอหรือจะให้ไปเรียนที่วิทยาเขตสกล โอ้ย...โคตร
นี้ก้อเอากะธรรมศาสตร์อีกแห่ง

[100] จากคุณ :[Brith99] [ไม่ได้ Login] [9/15/2002 9:44:08 PM] [Hits counter=] แจ้งลบ


Page: 1 2 
[Page=1/2]